คดี ‘ปูแดง’ แสลงใจ
> หน่วยงานรัฐ-ภาคธุรกิจ ตายยกโขยง
ควันหลงปฏิบัติการเชือด เบสท์ 59 หรือค่ายขายตรงปุ๋ย “ปูแดงไคโตซาน” ส่อเค้าบานปลาย หลังสองฝ่าย “ยอม หัก ไม่ยอมงอ” ตั้งธงเผด็จศึกให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ยกแรก หน่วย งานรัฐ “สคบ.ดีเอสไอ” จะเปิดฉากรุกก่อน แต่ฝ่ายหลังก็โต้กลับแสบสันต์ แบบ “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” คาดงานนี้ธุรกิจขายตรงได้ ภาพ “เลอะ” มากกว่า “ภาพลักษณ์”
จากเหตุการณ์บุกค้น ตรวจ จับ และปิด “บริษัทเบสท์ 59” ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ “ปูแดงไคโตซาน” ในระบบขายตรง ของดีเอสไอกับ สคบ. ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการขายตรงต้อนรับปีใหม่ เนื่องจากบริษัทที่ว่านี้ เป็นค่ายขายตรงดาวรุ่งพุ่งแรง ทั้งยังได้รับรางวัล ผู้ประกอบการดีเด่นอีกด้วย จนเกิดเสียงตามมาว่าเบสท์ 59 ผิดจริง หรือเป็นเหยื่อสร้างผลงานของใครกันแน่...
>สคบ. ย้ำเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่จริง
นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการ ขายตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า การตรวจ ค้นครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ปี 2546 ซึ่งบริษัทเบสท์ 59 ได้รับอนุญาตจาก สคบ. ให้ประกอบธุรกิจขายตรงโดยได้สิทธิ์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือ ปุ๋ยปูแดง ไคโตซาน และผงชูรสปูแดง
ต่อมาเมื่อปี 2551 บริษัทได้มีการ จำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 45 รายการโดยไม่ได้ผ่านการตรวจ สอบของทางสคบ. จากนั้นก็ได้มีการชักชวนให้สมาชิกไปหาแนวร่วมเข้ามาลงทุนสมัครสมาชิกเครือข่ายเพื่อซื้อสินค้าทางการเกษตร พร้อมแนะนำการจ่ายเงินผลตอบแทน
“จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวง การคลัง เข้าตรวจสอบพบว่า แผนการ ตลาดดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินให้สมาชิก มากกว่าที่กฎหมายได้กำหนดในอัตราร้อยละ 4-6 บางแผนจ่ายมากถึง 100% อีกทั้ง เมื่อกรมวิชาการเกษตร เข้าตรวจ สอบผลิตภัณฑ์ปุ๋ยปูแดงไคโตซาน ซึ่งไม่พบสารที่เป็นปุ๋ยหรืออาหารพืชแต่อย่างใด ส่วนผงชูรสปูแดงพบว่า มีสารของปุ๋ยผสมอยู่ ทั้งนี้ก่อนหน้า ทาง สคบ.ได้เพิกถอนใบอนุญาตขายตรง แต่ทางบริษัทยังคงเปิดดำเนินการอยู่ ทางดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจับกุม”
สำหรับแผนการตลาดของปูแดงไคโตซาน สมาชิกต้องจ่ายเงินซื้อผลิต ภัณฑ์ 3.5 พันบาท บวกค่าสมัครสมาชิก 300 บาท เพื่อแลกซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท 1 ชุด และจะได้รับรหัสสมาชิกในการได้รับสิทธิหาผู้ที่สนใจมาร่วมสมัครเพิ่มขึ้น โดยหากสามารถหาผู้สมัครมาเพิ่มได้ก็จะมีส่วนแบ่งปันผล 500-1,000 บาท ต่อสมาชิกใหม่ 1 คน
ซึ่งเป็นผลจ่ายค่าตอบแทนที่มากเกินกว่ากฎหมายได้กำหนดเข้าข่ายแชร์ ลูกโซ่ ทั้งยังเป็นการนำเงินสมาชิกใหม่ มาจ่ายให้กับสมาชิกเก่า จนไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ และ จากการตรวจสอบลงไปพบว่าบริษัทมียอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 100 ล้านบาท มีสมาชิกนักขายกว่า 1.1 หมื่นคน
“ในการทำธุรกิจขายตรง รายได้หลักต้องมาจากการจำหน่ายสินค้า ไม่ใช่ มาจากการระดมทุนจากสมาชิกนักขาย แต่เบสท์ 59 กลับมีรายได้หลักมาจากการสมัครสมาชิกของผู้ที่สนใจร่วมทำธุรกิจ อีกทั้งบริษัทนี้ยังได้มีการละเมิดจำหน่ายสินค้า โดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาต สคบ.” ผอ.ขายตรง เผย
โดยเบสท์ 59 ได้จดทะเบียนสินค้า กับสคบ. เพียง 2 ตัว แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่าน มา บริษัทกลับมีสินค้าเพิ่มถึง 45 รายการ ซึ่งทุกรายการยังไม่ได้ผ่านการ ตรวจสอบของ สคบ. และทางหน่วยงาน ก็ได้สั่งปิดบริษัทไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เบสท์ 59 กลับยังเปิดดำเนินการต่อ ทางหน่วยงานจึงต้องนำกำลังเข้าตรวจค้น ตามหมายศาล ที่ออกมา
ทั้งนี้ จากการออกมาตอบโต้ของบริษัท เบสท์ 59 ว่า สคบ. พยายามปิด กั้นการเติบโต และพยายามจับผิดบริษัท ลูกหม้อไทย และเปิดทางให้บริษัทข้ามชาตินั้น คงไม่มีใครตอบได้ว่า สิ่งที่กล่าว หามานั้น เป็นความจริงมากน้อยเพียงใด นอกจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีคำตอบ
>ย้อนรอยปฏิบัติการตัดตอน เบสท์ 59
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม เวลา 10.00 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรม สอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สั่งการ ให้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ป้องปราบการเงิน นอกระบบ กระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ประมาณ 100 นาย นำหมายศาลอาญา กระจายกำลังเข้าตรวจค้นตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาพยานหลักฐานดำเนินคดี บริษัท เบสท์ 59 จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรในระบบขายตรง ภายใต้แบรนด์ ปูแดง ไคโตซาน และผงชูรสปูแดง โดยทางดีเอสไอที่เข้าบุกตรวจค้นจับกุมนั้น ได้ยื่นความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนให้กับบริษัทดังกล่าว และกู้ยืมเงินที่เป็น การฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ พร้อมกันนี้ ยังได้ออกหมายจับนายสมปอง แซ่ตั้ง อายุ 51 ปี ประธาน บริษัท นายธนาพัทธ์ กิจใบ อายุ 46 ปี นายวิชาญ จำปาขาว อายุ 41 ปี และนายเนตินันท์ ประดิษฐ์ชัย อายุ 28 ปี 3 คนหลัง เป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท หลังพบว่าได้มีการจ่ายเงินตอบแทน ให้สมาชิกเกินกว่าที่ทางกฎหมายได้กำหนด และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
โดยจุดแรกที่ทางดีเอสไอบุกเข้าไปคือบริษัท เบสท์ 59 จำกัด เลขที่ 34/6 ถนนแจ้งวัฒนะ หมู่ 1 ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทันทีที่เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ นำหมายค้น เข้าไปหาหลักฐานนั้น ก็ต้องพบกับปัญหา เมื่อเจ้าหน้าที่ของบริษัท และสมาชิกนักขายกว่า 100 คนที่อยู่ในบริษัท เกิด ความไม่พอใจตะโกนโห่ร้องขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้น
ในเหตุการณ์ดังกล่าว เหล่าพนักงาน และนักขายของบริษัท ได้ตะโกนด่า เสียดสีการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งยัง ยืนยันว่าบริษัทได้ประกอบธุรกิจด้วยความใสสะอาด พร้อมนำผลิตภัณฑ์ ปูแดง ไคโตซาน มายืนยันว่าเป็นปุ๋ยบำรุงพืชทางการเกษตรจริง และไม่มีพฤติกรรมหลอกลวง หรือทำแชร์ลูกโซ่แต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่เคย ได้รับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วย
จุดที่สอง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าตรวจค้นบริษัท ปูแดงไคโตซาน จำกัด บริษัทในเครือ เบสท์ 59 เลขที่ 55/88 หมู่ 3 ถนนสาย 345 ต.ลำโพ อ.บาง บัวทอง จ.นนทบรี จุดที่สาม เข้าค้นที่โรงงานทีเอ็นพี ไคโตซาน จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ไคโตซาน ในเครือบริษัท เบสท์ 59 เลขที่ 106/5 หมู่ 4 ต.งิ้วราย อ.นคร ชัยศรี จ.นครปฐม และจุดสุดท้ายคือ บ้านเลขที่ 49/149 หมู่ 8 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี บ้านพักของนายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานบริษัท เบสท์ 59 ก่อนยึดเอกสารและข้อมูลทางคอมพิว เตอร์ ไว้ตรวจสอบต่อไป
>ปูแดงฯ ตอบโต้ สคบ. ปฏิบัติ 2 มาตรฐาน
หลังจากเหตุการณ์การบุกเข้าตรวจ 4 จุดรวดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นายณัชรุตม์ ทบวงศรี ประธานกลุ่มพลังเครือข่ายผู้ขายตรงแห่งประเทศไทย ได้ทำการตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนี้ว่า ธุรกิจขายตรงที่เป็นบริษัทลูกหม้อของไทย กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากหน่วยงานสคบ. และดีเอสไอ ที่ทำการสุ่มตรวจบริษัทขายตรง ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ แล้วมักตั้งข้อหาระดมคน ประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งตนไม่ทราบ ว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำไปเพื่ออะไร
“ทั้งที่ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐ กิจหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับถูกสคบ. นำเอากฎหมายมาเป็นอาวุธฆ่าตัดตอน ทำลายเครดิตความน่าเชื่อถือของบริษัท แม้ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดก็ตาม นี่คือพฤติกรรมการทำงานของเจ้าหน้า ที่รัฐ ที่ทำลายอุตสาหกรรมขายตรงของคนไทย”
หาก สคบ. มีความจริงใจ ควรที่จะชี้แนะหรือตักเตือน ไม่ใช่อาศัยแต่กฎหมายเป็นเครื่องมือฆ่าธุรกิจของคนไทย ตรงข้ามกลับปล่อยให้ธุรกิจของต่าง ชาติ ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ดำเนินธุรกิจอย่างสบาย ทั้งที่ระบบวิธีการก็ไม่ได้แตกต่างจากบริษัทของคนไทย ทำให้เกิด คำถามว่า สคบ.มี 2 มาตรฐาน ในการดูแลคนไทยกับชาวต่างชาติ
“เรื่องนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตลอดจนนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมต.ยุติธรรม น่า จะลงมาดูในรายละเอียด เพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทย โดยเฉพาะการขายตรงที่ช่วยสร้างงานสร้างเงินให้กับผู้ยาก จน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐทำร้ายประชาชน ด้วยการทำงานสองมาตรฐานเช่นนี้” ณัชรุตม์ กล่าว
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบไปทั่ว ซึ่งไม่เพียงแต่บริษัท เบสท์ 59 จำกัด เท่านั้น แต่ยังได้ส่งผล กระทบต่อเหล่าสมาชิกของบริษัท ที่อาจจะต้องขาดรายได้จากการสั่งปิดบริษัท ซึ่งบางคนที่ยอมลาออกจากงานเดิมเพื่อทุ่มเทเดินสายขายตรงให้กับบริษัท อาจต้องตกงานและขาดรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัว
ที่มา...http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413342696
ปูแดง,ปูแดง168,ปูแดงไคโตซาน,ปุ๋ยปูแดง,ไคโตซาน,ไคโตซานพืช,ไคโตซานสัตว์,อินทรีย์ปูแดง,สมุนไพรปูแดง,ผงชูรสปูแดง,Poodang,Kitozan,สารไคโตซาน,ตัวแทนจำหน่ายปูแดง,เกษตรปลอดสารพิษ,เกษตรชีวภาพ,ธุรกิจเกษตร,พืชโตไว,เพิ่มผลผลิต,ป้องกันโรค,ป้องกันแมลง,สารปรังปรุงดิน,ชาวสวนไร่นา,ลดปุ๋ย,โอกาสทางธุรกิจ,mlm,ขายตรง,รายได้เสริม,รายได้พิเศษ,ธุรกิจเครือข่าย โทรปรึกษาฟรี 083-0340025
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
เกษตรกรน่าน เดือดร้อนหนัก หลัง สคบ.สั่งเพิกถอนใบอนุญาตกับบริษัทเบนสท์ 59 ตราปูแดงไคโตซาน
ตัวแทนบริษัทเบสท์ 59 จำกัด ตราปูแดงไคโตซาน สาขาน่าน และชาวบ้านอาชีพเกษตรกรในจังหวัดน่าน เดือดร้อนหนัก ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน หลังสินค้าตราปูแดงไคโตซาน ถูก สคบ.สั่งเพิกถอนในอนุญาต ตามข้อกล่าวหาเป็นแชร์ลูกโซ่ ที่จังหวัดน่าน ตัวแทนจากบริษัทเบสท์ 59 จำกัด ตราปูแดงไคโตซานสาขาน่าน ชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรในจังหวัดน่าน เดือดร้อนหนัก รวมตัวกันกว่า 50 คน เข้ายื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน หลังจากบริษัทเบสท์ 59 จำกัด ซึ่งจำหน่ายสินค้าตราปูแดง ไคโตซาน และสารปรับปรุงดิน ตราปูแดง ได้ถูกสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. สั่งเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีอาชีพปลูกพืชไร่ และเลี้ยงสัตว์ ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวได้อีกต่อไป เกษตรกรส่วนใหญ่ถูกใจในสินค้า นางสุปราณี ดวงแก้ว เจ้าของศูนย์ปูแดงไคโตซาน สาขาอำเภอปัว โครงการชุบชีวิตเกษตรกรไทย กล่าวว่า สคบ. ได้ตัดสินปิดบริษัทเร็วเกินไป น่าจะมีการตักเตือนกันก่อนจะเป็นการดีกว่า ส่วนด้านตัวแทนเกษตรกรชาวน่าน กล่าวว่า สินค้าตราปูแดงไคโตซาน มีคุณสมบัติแตกต่างไปจากสินค้าของบริษัททั่วไป เพราะหลังจากที่ได้นำมาใช้ในด้านการเกษตร ทั้งพืชและสัตว์ ปรากฏผลผลิตดีเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เกิดดอกออกผลและไม่มีสารพิษตกค้างเจือปนกับพืชและสัตว์ เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นวัตถุสกัดจากสารธรรมชาติล้วน ๆ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน จึงรวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรมดังกล่าว โดยมี นายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้รับเรื่องเพื่อนำเสนอต่อไปยังรัฐบาล เพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากตัวแทนบริษัทเบสท์ 59 จำกัด ตราปูแดงไคโตซาน และกลุ่มชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรในจังหวัดน่าน หลังจากยื่นหนังสือและทางจังหวัดรับปากจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทางรัฐบาลและ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง จึงได้แยกย้ายเดินทางกลับไปด้วยเรียบร้อยและไม่เกิดเหตุวุ่นวายแต่อย่างใด ข่าวโดย : ปาริฉัตร์ สองสียนต์ /บรรลือ อินต๊ะไชย - ข่าว-ภาพ หน่วยงาน : สวท.น่าน วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553อีกด้านหนึ่งกับผลกระทบจากชาวปูแดง
ทนายคลายทุกข์ขอนำอีกมุมมองหนึ่งของแชร์ลูกโซ่ปูแดงไคโตซาน สืบเนื่องจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) โดย นายนิโรจน์ เจริญประกอบ ได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาติขายตรงของบริษัท เบสท์ 59 จำกัด และสำนักงานสืบสวนคดีอาญาพิเศษ (DSI) โดย พันเอกปิยวัฒน์ กิ่งเกตุ ได้สั่งปิดทำการ บริษัท เบสท์ 59 จำกัด โดยการกระทำดังกล่าวของทั้งสองหน่วยงานทำให้มีข้อข้องใจเกิดขึ้นมากมายต่อกลุ่มพี่น้องชาวเกษตรกรผู้ใช้สินค้าของบริษัทเบสท์ 59 จำกัด กลุ่มพี่น้องนักธุรกิจอิสระและกลุ่มพี่น้องผู้มีใจรักในความยุติธรรมทุก ๆ ท่าน
สมาชิกชาวปูแดงส่วนใหญ่เกือบร้อยเปอร์เซนต์ จะเป็นชาวเกษตรกรหรือมีความเกี่ยวข้องกับภาคส่วนการเกษตร ฉนั้นตัวสินค้าที่ทางบริษัทผลิตและจำหน่าย พี่น้องชาวปูแดงต้องผ่านการใช้งานก่อน พิสูจน์แล้วเห็นว่าดีจริงจึงใช้ สมาชิกส่วนใหญ่พอใจมากเพราะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตได้จริง อีกทั้งทางบริษัทยังจัดส่งเสริมองค์ความรู้ในการใช้สินค้า และตรวจสอบปรับปรุงคุณภาพสินค้าอยู่สม่ำเสมอ ทุกกิจกรรมที่ทางบริษัทจัดทำล้วนสมเหตุสมผลสมาชิกปูแดงทุกท่านทราบดี ถ้าพูดถึงการทำการเกษตรเมื่อให้เปรียบเทียบระหว่าง “พี่น้องสมาชิกชาวปูแดงกับ สคบ. และ DSI เชื่อว่าฝีมือคนละชั้น” คนที่ผ่านการใช้งานด้วยตนเองย่อมจะรู้ดีกว่า แต่ถ้าในส่วนของข้อกฎหมาย พี่น้องชาวปูแดงคงจะเก่งสู้หน่วยงาน สคบ.และ DSI ไม่ได้ ข้อกฎหมายเรารู้น้อย ฉะนั้นขอกล่าวข้อข้องใจโดยอาศัยหลักของคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม และมโนสำนึกที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ข้อข้องใจพอสรุปได้ดังนี้ การที่ สคบ.จะตรวจสอบบริษัท ควรจะต้องมีการร้องเรียนจากกลุ่มสมาชิกหรือผู้ที่ได้รับผลเสียหายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทางบริษัทหรือการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแบ่งผลตอบแทนตามที่บริษัทแจ้งเอาไว้ และหาก สคบ.ได้รับร้องเรียนจริงก็จะต้องทำการสืบสวน ตรวจสอบในเชิงลึกว่าผู้เสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด หากมีผลกระทบสมาชิกส่วนใหญ่ก็อาจเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าเรื่องร้องเรียนมีมูลความจริง แต่ถ้าหากผลกระทบเกิดขึ้นกับสมาชิกส่วนน้อยก็ต้องหาเหตุต่อไป เช่น ใช้สินค้าไม่ได้ผลเพราะอะไร ใช้ถูกวิธีไหม และทาง สคบ.ควรแจ้งให้บริษัทเข้าไปดูแลและทำความเข้าใจไม่ใช่สั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาติซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ มาถึงวันนี้ เป็นเวลา 8 วัน ทาง สคบ.และ DSI ยังไม่มีข้อชี้แจง ข้อข้องใจ ให้สังคมได้รับรู้ว่าการกระทำดังกล่าวทำไปเพราะเกิดจากความลุแก่อำนาจหรือทำไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่แสดงตัวว่าเป็นที่พึ่งของประชาชน จะพึงกระทำ ซึ่งเราขอให้เป็นประการหลัง เพราะอย่างน้อยประชาชนอย่างเรา ๆ ยังพอได้อุ่นใจว่ายังมีหน่วยงานรัฐให้เราพึงพาได้ และสิ่งที่ สคบ.และ DSI ควรจะออกมาชี้แจงให้สังคมรับรู้ ก่อนที่ความศรัทธาและความไว้วางใจในหน่วยงานของท่านจะเสื่อมไป คือ 1.ใครเป็นผู้ร้องเรียนทางบริษัท และร้องเรียนเรื่องอะไร 2.คนที่ร้องเรียนหรือผู้ที่เสียหายที่เกิดจากทางบริษัท มีจำนวนเท่าไหร่ และเกิดความเสียหายจากอะไร และทางบริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบต่อคนกลุ่มนี้ไหม 3.ความมั่นคงของทางบริษัทมีมากน้อยเพียงใด 4.ข้อมูลทั้งหมดของบริษัท ตั้งแต่การผลิตสินค้า การจำหน่ายสินค้าในแต่ละเดือน กลุ่มสมาชิกที่ใช้สินค้า และข้อมูลเชิงลึกโดยละเอียดที่สมาชิกและสังคมควรรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้ทาง สคบ.และ DSI ควรมีก่อนที่จะทำการตัดสินใจปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาติทางบริษัท แต่วันนี้ทางสมาชิกปูแดงและสังคมยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน หากเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ซึ่งยังผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง พอสรุปความเสียหายได้ 3 ประเด็นหลัก คือ 1. สมาชิกภาคส่วนการเกษตรขาดสินค้าที่ดี ที่ไว้วางใจ ไว้ใช้งาน ซึ่งอาจมีผลต่อผลิตที่จะได้รับในแต่ละปี 2. สมาชิกที่เป็นนักธุรกิจอิสระซึ่งมีรายได้จากการกระจายสินค้าและองค์ความรู้เข้าไปดูแลปัญหา อีกทั้งยังเป็นตัวกลางประสานความรู้ให้พี่น้องในภาคการเกษตร ซึ่งรายได้จะได้รับจากบริษัทที่มีการกระจายสินค้าเพิ่มขึ้นต้องขาดรายได้หรือพูดง่าย ๆ คือตกงาน 3.ในการกระจายสินค้า สมาชิกเมื่อเห็นว่าใช้ดีก็จะบอกต่อไปยังคนที่รัก เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติสนิท เพื่อนฝูง แต่ในการกระทำของ สคบ.และ DSI ครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ของคนที่เรารักและรักเรา ทำให้ดูเหมือนว่าเราเป็นคนหลอกลวง นำสินค้าไม่ดีไปให้ ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นในข้อนี้ประเมินค่าไม่ได้ หากทาง สคบ.และ DSI ยังเพิกเฉยมิยอมชี้แจงข้อข้องใจหรือยังดื้อดึง ระงับไม่ให้ทางบริษัทดำเนินการได้ตามปกติ สมาชิกปูแดงที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายทุกคนจะแจ้งความเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ณ.เวลานี้ประชาชนคนรากหญ้า คนทำมาหากิน เดือดร้อน กันมาก อยากให้ผู้มีใจรักความเป็นธรรม ช่วยตรวจสอบ ด้วย คลิกอ่านฉบับเต็ม http://www.decha.com/main/showTopic.php?id=5584
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
|