วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

วิธีคลายเครียด

ประการ ที่ ๑. แทนที่จะยิ่งเครียด ยิ่งกิน ควรจะนำพาตัวเองไปทำอย่างอื่น เช่น อ่านหนังสือที่เรารัก ทำงานอดิเรกที่เราชอบ หรือ สนทนากับคนที่เราไว้เนื้อเชื่อใจ การสนทนาจะทำให้เราได้พูด ได้ระบายในสิ่งที่อัดอั้นตันใจ ซึ่งจะทำให้ช่วยคลายความเครียดได้มาก รถทุกคันยังมีท่อไอเสีย คนทุกคนก็ต้องมีช่องทางระบายความเครียดออกมาเช่นเดียวกัน

ประการ ๒. งดความคิดฟุ้งซ่าน เพราะความคิดฟุ้งซ่านเป็นต้นทางของความยุ่งเหยิง วุ่นวายในชีวิตของคนเรา ความทุกข์วุ่นวายในชีวิตของคนเรา กว่า 90 เปอร์เซนต์ นั้นเกิดขึ้นจากการคิดที่ไม่เป็นระบบ การคิดไปตามจิตที่ขาดสติ การหมกมุ่นครุ่นคิด การคิดไปตามสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคิดตามคำพูด หรือตามความคาดหวังของคนรอบข้าง ซี่งยิ่งคิด ยิ่งเครียด ยิ่งคิดยิ่งวุ่นวาย ยิ่งคิด ยิ่งบั่นทอนสุขภาพจิต

ประการ ที่ ๓. หาอะไรมาทำอยู่เสมอ การที่เราหาอะไรมาทำอยู่เสมอ คือวิธีการย้ายความสนใจ ความหมกมุ่นครุ่นคิด ซึ่งเป็นต้นทางของความเครียด ให้มาอยู่กับปัจจุบันขณะ ธรรมชาติของจิตนั้น รู้จักทำงานด้วยการคิดทีละเรื่อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดฟุ้งซ่าน นั่นหมายความว่าจิตย่อมมีโอกาสได้สนใจเรื่องอื่น ในทางกลับกันถ้าเราก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่าง จิตย่อมจะเกาะอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนั้นๆ ฉะนั้น ลองสังเกตให้ดีว่า เมื่อเรากำลังทำงาน เมื่อเรากำลังอ่านหนังสือ เมื่อเรากำลังพิมพ์งาน เรากำลังรดน้ำต้นไม้ หรือว่าเรากำลังทำอะไรก็แล้วแต่ หากว่าเราเติมความตั้งใจลงไปในทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูด จะพบว่า ในขณะนั้น ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น ความทุกข์นั้นไม่เคยมีตัวตนมาแต่ต้นอยู่แล้ว ความทุกข์มีตัวตนมาทำร้ายเราอยู่ได้ก็เพราะเราปล่อยให้จิตใจของเราหลอมรวมกันเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันกับความทุกข์ ฉะนั้นถ้าเราแยกจิตของเราไว้กับการทำงาน ในขณะนั้นจิตไม่สามารถไปปรุงแต่งความทุกข์ขึ้นมาเล่นงานตัวเองได้ ดังนั้นการหาอะไรทำอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้จิตว่าง จึงเป็นวิธีคลายเครียดที่ได้ผลที่สุด

ประการ สุดที่ ๔. ฝึกสติด้วยการทำตามหลักสติปัฏฐาน 4 เวลาที่คิด เวลาที่พูด เวลาที่ทำ เวลาที่เคลื่อนไหวทุกสิ่งอย่าง ขอให้เติมความรู้สึกตัว หรือเติมความรู้เนื้อรู้ตัวลง ในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ เช่น เดิน ก็ให้สังเกตว่าตัวเองกำลังเดิน ให้จิตใจของเรานั้นอยู่ที่เท้าของเรา
กิน ก็ให้จิตใจของเราอยู่กับการกิน ให้ความตั้งใจทั้งหมดของเราอยู่กับการกินอย่างเดียว ดูก็ให้สังเกตว่าเรากำลังดู ให้ใจของเรา ให้สติของเราอยู่กับการดูเพียงอย่างเดียว

หรือกำลังทำงานใดๆก็ตาม ให้จิตของเราอยู่กับการทำงานกับสิ่งนั้นๆ วางจิตวางใจของเราให้อยู่กับทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว เฝ้าดูเงียบๆ สังเกตไปเรื่อยๆ ก็จะค้นพบว่าเมื่อเราเติมสติลงไปในทุกๆ ความเคลื่อนไหวของเรา ความคิดฟุ้งซ่าน ความคิดปรุงแต่งแทบจะไม่มีช่องเกิดขึ้นเลย เมื่อความคิดฟุ้งซ่าน ความคิดปรุงแต่ง ความคิดไม่เป็นระบบไม่มีช่องให้เกิดขึ้นได้ นาทีนั้นความทุกข์ก็ไม่มีตัวตน จงจำไว้เสมอว่า ความทุกข์มีตัวตน เพราะเราเป็นคนคิดฟุ้งซ่าน ความคิดจะไม่มีตัวตนเมื่อเราเลิกเป็นคนที่คิดฟุ้งซ่าน

หากทำตามวิธีตามที่กล่าวมาได้ก็จะสามารถหยุดความคิดฟุ้งซ่านได้ เมื่อหยุดความคิดฟุ้งซ่านได้ ความเครียดก็จะพังทลายลง

แม่ชีทศพรเผยความลับ...อยากรวยไปกราบพระหลวงพ่อเงินไหลมาเทมาที่วัดท่าซุง

หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

รวยๆๆๆๆๆๆๆ.....แม่ชีทศพรชี้ทางรวย และสามารถช่วยแก้ไขวิบากรรมของคนที่ประสบความทุกข์ได้ ผู้ใดมีความทุกข์จากวิบากรรม มักจะไปหาแม่ชี ที่ วัดพิชยญาติการราม ที่แม่ชีประจำอยู่ที่นั่น

ผู้เขียนได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ไปเจอหนังสือ ชีวิตติดกรรม เล่ม 3 ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดของ แม่ชีทศพร จึงซื้อมาอ่านและได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆจึงนำมาเผยแผ่

นั่นคือเรืองของคนที่อยากรวย อยากมีเงินทอง โชคลาภ แม่ชีได้บอกว่า อันที่จริง แม่ชีไม่ได้อยากแนะนำให้คนลุ่มหลงในเงินทอง
โชคลาภเลย แต่อยากให้คนได้ทำบุญ ทำกุศลกันมากกว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ปัญหาปากท้อง เรื่องเงินทอง เห็นจะเป็นปัญหาสำคัญของชีวิตแต่ละคน ต้องดิ้นรน หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวอย่างยากลำบาก แม่ชีจึงบอกความลับ แบบลับสุดยอดเลย

อ่านแล้วอึ้งเลย เพราะไม่บ่อยนักที่แม่ชีจะเผย ความลับแบบได้โชคลาภแบบนี้ ความลับของการได้โชคลาภนี้ก็คือ ...อะแอ้ม...บอกตรงๆ เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น ค่อยๆใบ้ให้ดีกว่า

คุณรู้จัก จังหวัดอุทัยธานี ไหม....จังหวัดนี้ มีอะไรขึ้นชื่อทางธรรมบ้างครับ ลองนึกดู หลายคนคงนึกออกแล้ว แต่หลายคนยังนึกไม่ออก งั้นใบ้ให้มากกว่านี้ รู้จัก วัดท่าซุง ไหม...วัดท่าซุง อยู่จังหวัดอุทัยธานี

วัดท่าซุง เคยเป็นที่พำนักของเจ้าอาวาสวัดชื่อดัง นั่นก็คิอ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แม่ชีทศพร บอกว่า หากผู้ใดปารถนาจะได้ลาภเงินทอง
และความร่ำรวย ให้ไปที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปสักการะ พระพุทธรูปองค์หนึ่งที่อยู่ภายในวัด ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร

พระพุทธรูปองค์นี้ มีชื่อว่า
"หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"



ขึ้นตอนในการสัการระ แม่ชีบอกว่า
1 ให้น้อมเคารพ สักการะพระพุทธรูปองค์นี้
2 ให้นำผ้าไตรจีวรของวัดมาห่มคลุมองค์พระพุทธรูปนี้
3 ให้สวดพระคาถาสำหรับบูชาพระพุทธองค์นี้ จากทางวัด
4 ให้อธิษฐานขอพร จากพระพุทธรูปองค์นี้ เพียงข้อเดียวเท่านั้น อย่าขอพร่ำเพรื่อ
(เช่น ขอให้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสน เป็นล้าน ก็ว่าไป )
5 ให้กลับมาสวด "พระคาถาเงินล้าน" ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ สวดทุกวัน วันละ 9 จบ
6 เมื่อสิ่งที่ร้องขอนั้นได้ส่งผลกับคุณแล้ว อย่าลืมทำบุญและอุทิศส่วนบุญกุศลบูชาคุณพระรัตนตรัย และบูชา องค์พระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา" ด้วย

นี่แหละคือสิ่งที่แม่ชีชี้ทางบุญให้สำหรับคนที่อยากมีทรัพย์ เงินทอง อยากร่ำรวย

ในหนังสือ แม่ชีได้บอกว่า มีผู้ที่ไปหาแม่ชีเพื่อให้ดูกรรม เป็นนักธุรกิจ แต่คนผู้นั้นประสบกับปัญหาหนี้สิบนับสิบล้านบาท และต้องการเงินภายในสิบวันและคนผู้นี้ได้ไป สักการะ พระพุทธรูปองค์ที่กล่าวมานี้ จากนั้น คนผู้นี้ได้เงินสิบล้านบาทมาภายใน 7 วัน อีกคนหนึ่ง แม่ชีบอกว่าคนนี้ได้ไปสักการะ พระพุทธรูปองค์นี้ และญาติๆพวกเขาก็ได้ไปสักการะด้วย ปารกฎว่าคนเหล่านั้นทั้งหมดได้เงินเป็นล้านเลย..

ตามที่ได้อ่านมา ฟังดูแล้วเหมือนเหลือเชื่อ แต่ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะใครอยากร่ำรวย มีเงินทอง หากมีโอกาสก็ลองไปสักการะ พระพุทธรูปองค์นี้ และทำตามขั้นตอนที่แม่ชีบอกไว้ดูพระพุทธรูป "หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา"

คาถาเงินล้าน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (ว่า 3 จบ)
* พระพุทธัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระธัมมัง ประสิทธิโชคลาภ
* พระสังฆัง ประสิทธิโชคลาภ

นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ , (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม, (คาถาเงินแสน)
มะหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม, (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ ,วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้ผลเร็ว)
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ แต่ผมเชื่อครับ แต่ไม่สะดวกไปต่างจังหวัด เลยขอสวดมนต์นั่งสมาธิ สวดคาถาเงินล้านอยู่ที่บ้าน
รวยแบบพอเพียง......นะ

ยังมีทานที่ไม่ต้องใช้เงินทองแต่ได้กุศลผลบุญสูงกว่าอภัยทานอีกนะ

“ทานอะไรหรือครับ ที่สูงกว่าอภัยทาน”
ข้าพเจ้าถามด้วยความอยากรู้

“ก็ ธรรมทาน ยังไงล่ะ สร้างสมได้โดยช่วยชี้แนะสั่งสอนผู้คนที่ประพฤติตนหลงผิดคิดชั่วให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ช่วยนำทางคนที่เดินทางผิดให้มาเดินถูกทางนั่นแหละ ธรรมทานนี้จะได้กุศลผลบุญสูงกว่าอภัยทานนะ เพราะแม้เราให้อภัยทานแก่คนที่เลวร้ายไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็หาได้อยู่รอดปลอดภัยไม่ อาจถูกคนอื่นที่เขาไม่ให้อภัยกำจัดเสียก็ได้ แต่ถ้าเราให้ธรรมทาน จนสามารถทำให้คนเลวกลับกลายมาเป็นคนดีเสียได้เขาจะอยู่ได้โดยรอดปลอดภัยใช่ไหม?” หลวงพ่ออธิบาย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง