วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ร่างกายเราทำอะไรบ้างใน24ชั่วโมง

ร่างกายเราทำอะไรบ้างใน24ชั่วโมง

ร่างกาย, วิจัย, นักวิทยาศาสตร์, รัสเซีย, ความรู้, มนุษย์



นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้วิจัยและค้นคว้าร่างกายของมนุษย์เราว่า ทำอะไรบ้างในแต่ละชั่วโมง

*01.00 น. คนส่วนใหญ่จะนอนหลับ ร่างกายจะมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดมาก

02.00 น. นอกจากตับแล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเคลื่อนไหวช้ามาก

03.00 น. ร่างกายทั้งหมดจะพักผ่อน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย ความดันจะต่ำ ชีพจรจะเต้นช้า การหายใจก็จะช้า

*04.00 น. สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปในระยะเวลานี้

05.00 น. ไตจะไม่ทำหน้าที่กรอง เนื่องจากเราได้พักผ่อนมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ในเวลาตื่นนอนอารมณ์จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ

06.00 น. ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น

07.00 น. ภูมิต้านทานโรคในช่วงนี้จะดีมาก เพราะร่างกายได้พักผ่อนมาแล้ว

*08.00 น. ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย ในช่วงนี้ไม่ควรดื่มสุรา

09.00 น. จิตใจ อารมณ์ การทำงานจะดีมากในช่วงนี้

10.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายและสุขภาพจะดีมาก เหมาะที่จะทำงาน

11.00 น. เป็นช่วงที่ขยันขันแข็งในการทำงาน ร่างกายยังไม่อ่อนเพลีย

12.00 น. ช่วงตอนที่จะหยุดงาน ทางที่ดีที่สุดอย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ควรจะรอช้ากว่าไปอีกสักหน่อย แล้วทานเอาช่วงเวลาประมาณ 12.30 หรือ 13.00 น. ก็จะดี

13.00 น. ตับจะพักผ่อน เนื่องจากเวลาการทำงานที่ดีได้ผ่านไปแล้ว ร่างกายในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย

*14.00 น. เป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายรู้สึกอืดอาด เชื่องช้าที่สุดในระยะหนึ่งของแต่ละวัน

15.00 น. ระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีปฏิกิริยาที่ไวมาก สมรรถภาพของพละกำลังเริ่มฟื้นฟูขึ้น

16.00 น. ในกระแสเลือด จะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว

17.00 น. สมรรถภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากนักกีฬาที่ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น

18.00 น. ความรู้สึกต่ออาการเจ็บปวดจะลดน้อยลง ขอให้เพิ่มการออกกำลังกาย

*19.00 น. ความดันของเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น อารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก มักจะเกิดงขึ้นได้ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆ

20.00 น. น้ำหนักตัวจะรู้สึกเพิ่มมากขึ้น สะท้อนออกถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

*21.00 น. อารมณ์จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ความจำจะดีขึ้น
สามารถคิดสิ่งต่างๆ ออกได้

22.00 น. ในกระแสโลหิต จะเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาว อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลง

*23.00 น. ร่างกายตระเตรียมพักผ่อน เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอ

24.00 น. เข้าสู่ชั่วโมงแห่งการหลับไหล

ที่มา: http://blog.eduzones.com/racchachoengsao/25453

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

9 เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ

1.จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

‘โซรอส’ มั่นใจทองคำ-ทำรวย

หลีกภัยดอลลาร์สหรัฐด้อยค่า

ภายใต้วิกฤติ มักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ในสายตาของนักลงทุนชั้นเซียน ที่สามารถแสวงหากำไรเป็นกอบ เป็นกำใส่ตัวได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนแถวหน้ายี่ห้อ “จอร์จ โซรอส” พ่อมดแห่งโลกการเก็งกำไร

รายงานการลงทุนปีล่าสุดของ จอร์จ โซรอส ที่นำส่งคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้สะท้อน อัจฉริยภาพการลงทุนที่ชาญฉลาดคู่ควรแก่การศึกษาวิเคราะห์อย่างยิ่ง

ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี ระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม เซียนการ ลงทุนอย่างโซรอส ได้ถมเงินลงทุนก้อนมหึมาเข้าไปในกองทุนทองคำ “เอสพีดีอาร์โกลด์ทรัสต์” ซึ่งเป็นกองทุนที่มีทองคำอยู่ในความครอบครองมากที่สุดในโลกถึงกว่า 1 พันตัน

เม็ดเงินที่โซรอส เทใส่ลงไปในกอง ทุนทองคำส่งท้ายปีที่แล้ว สูงถึง 663 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขามีหน่วยลงทุนของ กองทุนนี้ อยู่ในความครอบครองเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านหน่วย เป็น 6.2 ล้านหน่วย

โซรอส ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจเทเงินลงทุนมหาศาลลงไปในกอง ทุนทองคำไว้อย่างน่าสนใจว่า ภายใต้สถานการณ์ความเสื่อมค่าของสกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐ และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ส่อเค้า ขยายตัวสูงขึ้น จะมีก็แต่ทองคำเท่านั้นที่น่า ลงทุนที่สุด และเชื่อว่าทองคำมีแนวโน้มที่จะแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการอัดฉีดเงินลงทุนก้อนโต ลงไปในกองทุนทองคำแล้ว ในบัญชีการลงทุนของโซรอสยังมีการลงทุนในหุ้นอีกหลายตัว ในกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจรถยนต์

ในกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน โซรอส กล้าหาญชาญชัยมากที่จะใส่เงินลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นซิตี้กรุ๊ปถึง 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการครอบครองหุ้นจำนวน 95 ล้านหุ้น

ในกลุ่มธุรกิจสื่อสาร โซรอส ใส่เงินเข้าไปซื้อหุ้นเอทีแอนด์ที จำนวน 4.7 ล้านหุ้น

ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน โซรอสใส่เงิน เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทเฮสส์ และบริษัท เปโตรบราส

ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ และเคมีเกษตร โซรอส ถมเงินเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทมอนซานโต้ และบริษัทโปแตชคอร์ป

สำหรับกลุ่มธุรกิจรถยนต์ โซรอส ใจป้ำกับการเทกระเป๋าเข้าซื้อหุ้นในฟอร์ด มอเตอร์ ถึง 10.9 ล้านหุ้น ทั้งที่สถานะทางการเงินของฟอร์ดยังคงง่อนแง่น

อาจเป็นไปได้ว่าในสายตาอันแหลม คมของโซรอส น่าจะมองเห็นโอกาสการทำกำไรที่ดีเยี่ยมยอดจากการเข้าลงทุนในกิจการที่อาจจะ “เสี่ยง” ในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ ที่ยังมีปัญหาทาง การเงิน และมีข้อสงสัยในแง่ของขีดความ สามารถในการทำกำไร

อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์การลงทุนของโซรอส ที่ประเมินว่าแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ น่าจะมีปัญหา และพึงหลีก เลี่ยงการเข้าไปเก็งกำไร น่าจะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ความร้าวฉานระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่ส่อเค้าจะดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้น

จากปมพิพาทเรื่องกำแพงภาษีการนำเข้ายางรถยนต์จากจีน เข้าไปในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว เมื่อคราวประธานาธิบดีโอบามา เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เรื่อยมาถึงข้อพิพาทที่รุนแรงมากขึ้น กรณีกูเกิล และกรณีผู้นำสหรัฐอเมริกา ให้การต้อนรับขับสู้ “ดาไล ลามะ” แห่งทิเบต ซึ่งเป็นบุคคลอันตราย สำหรับรัฐบาลจีน

พลันที่ดาไล ลามะ เหยียบแผ่นดินสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน รัฐบาลจีน ซึ่งมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ก็เปิดเกมตอบ โต้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ไว้หน้า

ทางการจีนประกาศไถ่ถอนคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็น การ “ยื่นโนติส” ทวงเงิน ที่รัฐบาลสหรัฐ อเมริกาหยิบยืมไปจากรัฐบาลจีน ปฏิกิริยาตอบโต้กันระหว่างรัฐบาลจีน กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในลักษณะนี้อุปมาเหมือนการประกาศ “สงครามเศรษฐกิจ” ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดการค้า และตลาดการเงินของโลกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

อย่างน้อยที่สุดการ “ทวงเงิน” ของรัฐบาลจีน จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา น่าจะต้องสร้างความสั่นไหวต่อความมั่นคงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และกด ดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐด้อยค่าลงอย่าง ปัจจุบันทันด่วน

ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา อาจมีความจำเป็นต้องงัดมาตรการฉุก เฉินออกมาประคับประคองค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐเอาไว้ ไม่ให้อ่อนปวกเปียกลงรวด เร็วจนน่าใจหาย

ความพยายามของธนาคารกลางสหรัฐในการพยุงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจ จะออกมาในรูปของมาตรการด้านดอกเบี้ย โดยการขยับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

หากเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นตามมาให้ต้องแก้ไขต่อไปคือปัญหาขาดดุลการค้า และปัญหาการทรุดตัวของบรรยากาศการลง ทุนในตลาดหุ้น

สหรัฐอเมริกา ยามนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่ต้องหวานอมขมกลืน...รอโชคมาช่วย