ก็คือ การไม่มีเคล็ดลับ นอกจากชวนคน และช่วยเหลือคนที่ท่านชวนให้เขาชวนคนได้ เมื่อท่านรู้สึกสับสนใจ สำนวนฝรั่งเขาเรียกว่า “ GO BACK TO A, B, and C ” เราลองมาทบทวนกันซิว่า เราขาดพื้นฐานข้อใดบ้างที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
A=Attitude
หมายถึง ถ้าท่านมีความคิดหรือทัศนคติที่ดีถูกต้องต่อธุรกิจ ถือว่าท่านสำเร็จไปแล้ว 95 % เหลืออีก 5 % อยู่ที่การลงมือทำ ซึ่งท่านต้องมี
ทัศนคติที่ดีต่ออัพไลน์ (UP LINE) เพราะมีพระคุณต่อท่าน ทำให้ท่านได้รู้จักธุรกิจ
ทัศนคติที่ดีต่อดาวน์ไลน์ (DOWNLINE)
ทัศนคติที่ดีต่อบริษัทฯ
ทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจ ท่านต้องคิดเสมอว่า ธุรกิจนี้ คือธุรกิจของท่าน มิใช่ว่าที่ท่านทำทุกวันนี้ ทำให้อัพไลน์ได้เงิน
การรักษาให้มีทัศนคติบวก
เลือกคุยกับผู้ที่ให้กำลังใจเท่านั้น
พยายามให้มีผลงานดีตลอดเวลา
มีเป้าหมายหมายที่ชัดเจน และทำให้สำเร็จ
ทำงานอย่างสนุก
มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแน่วแน่
มีความกระตือรือร้น และตื่นเต้น
หลีกหนี หรือสลัดทัศนคติลบให้เร็วที่สุด
B=Believe
หมายถึง ความเชื่อ ท่านต้องมีความเชื่อ ดังนี้
ความเชื่อต่อบริษัทฯ ว่าบริษัทฯ มั่นคง จริงใจ มีสัจจะ ผู้บริหารมีคุณธรรม
ความเชื่อสินค้า ว่าสินค้ามีคุณภาพที่ดี คุ้มกับเงิน ที่ท่านจ่าย
ความเชื่อแผนการตลาดทำง่าย จ่ายจริง และสามารถ ทำได้ทุกท่าน โปร่งใส ไม่เอาเปรียบ ไม่ต้องรักษายอด
ความเชื่อว่าตัวท่านต้องทำได้
C=Commitment
หมายถึง พันธสัญญา ซึ่งต้องมีพันธสัญญาต่อความสำเร็จของท่าน
เมื่อไร? วันใด เดือนใด ที่ท่านจะมีรายได้เดือนละ 50,000 เดือนละ 100,000 บาท เพราะในธุรกิจท่านคือเจ้านายและลูกน้องอยู่ในตัวของท่านเองและท่านเท่านั้นที่จะกำหนดได้
ปูแดง,ปูแดง168,ปูแดงไคโตซาน,ปุ๋ยปูแดง,ไคโตซาน,ไคโตซานพืช,ไคโตซานสัตว์,อินทรีย์ปูแดง,สมุนไพรปูแดง,ผงชูรสปูแดง,Poodang,Kitozan,สารไคโตซาน,ตัวแทนจำหน่ายปูแดง,เกษตรปลอดสารพิษ,เกษตรชีวภาพ,ธุรกิจเกษตร,พืชโตไว,เพิ่มผลผลิต,ป้องกันโรค,ป้องกันแมลง,สารปรังปรุงดิน,ชาวสวนไร่นา,ลดปุ๋ย,โอกาสทางธุรกิจ,mlm,ขายตรง,รายได้เสริม,รายได้พิเศษ,ธุรกิจเครือข่าย โทรปรึกษาฟรี 083-0340025
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ทำอย่างไรให้ใครๆ ชอบ
"ทำอย่างไรให้ใครๆ ชอบ" ต้องตกลงกันให้เข้าใจเสียแต่ต้นว่า คำว่า "ชอบ" กับ "รัก" ในภาษาไทยไม่ใช่คำเดียวกัน แต่เรามักใช้ผิดหรือปนเปกันไปหมด "ชอบ" แปลว่า พอใจ...ก็เท่านั้นเอง ยังไม่ลึกซึ้งเข้าไปถึงหัวใจ เราชอบกินแกงต้มยำ ไม่ได้แปลว่า เรารักแกงต้มยำ
เราชอบส้วมแบบนั่งชักโครก (คือไม่ชอบส้วมแบบนั่งยองๆ) ก็ไม่ได้แปลว่า เรารักส้วมแบบชักโครก แต่เรารักต้นไม้ได้ เพราะคนรักต้นไม้จะเอาใจใส่ ทะนุบำรุง ดูแล ห่วงใย และอยากปกป้องคุ้มครอง พูดสั้นๆ ถ้าเรารักอะไร เราเอาหัวใจทั้งดวงไปผูกพันกับสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาบอกคุณว่า เขาชอบคุณ ก็แปลว่า เขาอยู่แค่ชั้นพอใจคุณเท่านั้น อย่าคิดเลยเถิดเข้าข้างตัวเองว่า เขาจะเอาหัวใจทั้งดวงของเขามาผูกพันกับคุณ แต่เพื่อนนี่ชอบกันถ้าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ก็จะกลายเป็นเพื่อนรักกันตลอดไปได้ จะเขียนเรื่องชอบอย่างเพื่อนก่อน วัยรุ่นไม่ชอบอะไรเยิ่นเย้อ ก็จะให้ข้อแนะนำทันทีเลยว่า ทำอย่างไรจะให้คนชอบคุณอย่างเพื่อน
1. ทำตัวเป็นธรรมชาติ
คนเราไม่ชอบคนเสแสร้ง คนเราไม่ชอบคนดัดจริตหรือคนวางท่า คนเราไม่ชอบคนวางท่าเป็นดารากับเพื่อน ความเป็นเพื่อนต้องการความจริงใจ คนวางท่าหยิ่ง หรือจีบปากจีบคอพูดเราไม่ชอบคนดัดจริตหรือคนวางท่า คนเราไม่ชอบคนวางท่าเป็นดารากับเพื่อน อาจดึงดูดความสนใจชั่วขณะแรกพบกัน แต่รับรองว่าไม่กี่ครั้ง เขาก็จะเบื่อและรำคาญ หรือถ้าเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน เขาก็จะหมั่นไส้ไม่ชอบหน้า
2. สนใจฟังเขา ไม่พูดแต่เรื่องของตัวเอง
คนเป็นเพื่อนกันก็ต้องคุยเรื่องของตนเองให้เพื่อนฟังบ้าง แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนและสนใจเรื่องของเขา มากกว่าพูดแต่เรื่องของตัวเอง
3. อารมณ์ดี
คนเราไม่ชอบเข้าใกล้คนหงุดหงิด ขี้โมโห ฉุนเฉียว ยิ่งก้าวร้าวด้วยละก็นั่งเหงาไปคนเดียวเถอะ ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีอยู่เสมอๆ ต้องหาสาเหตุแล้วแก้ไข มิฉะนั้น คุณจะพบว่า คุณมีเพื่อนน้อยลงๆ เพราะเขาค่อยๆ ตีตัวออกห่างไปทีละคนสองคน เพื่อไปหาคนอารมณ์ดี ที่เขาอยู่ใกล้แล้วสบายใจ
4. รู้จัก "ให้" และ "รับ"
การให้และรับไม่ได้หมายความเฉพาะวัตถุ การช่วยเหลือเวลาเขามีความทุกข์ การช่วยเหลือการงานหรือการเรียน ฯลฯ ของเขาก็ถือเป็นการให้ เป็นการให้ที่มีค่ามากด้วยซ้ำไป
ที่แนะนำให้รู้จัก "รับ" ด้วยนั้น ก็เพราะผู้เขียนเห็นมามาก พอที่จะกล้ากล่าวว่า คนจิตใจปกติมักไม่ชอบคนที่ไม่ยอมรับอะไรจากใครเลย คนเราไม่ชอบคนที่ทำให้เรารู้สึกละอายใจ
5. มองโลกในแง่ดี
ถ้าคุณเห็นดอกไม้สวย เห็นเด็กๆ น่ารัก เห็นเพื่อนบางคนเก่ง เห็นครูบางคนดี ถ้าคุณมองทะลุสิวเขรอะของเพื่อนเข้าไปเห็นความร่าเริง และความมีน้ำใจของเขา ถ้าคุณพูดยกย่องความดีความสามารถของใครๆ มากกว่าพูดตำหนิ หรือนินทาเขา ใครๆ ก็จะอยากเข้าใกล้คุณ อยากคุยกับคุณ อยากเป็นเพื่อนของคุณ ฝึกตนเองให้มองโลกในแง่ดีแล้วมันจะติดเป็นนิสัยคุณไปตลอดชีวิต คนอยู่ใกล้ก็เป็นสุข แล้วจะถ่ายทอดไปถึงลูกหลานของคุณด้วย
6. อย่าบ่น อย่าบึ้ง อย่าเบ่ง อย่าเบี้ยว
บอก ต่างกับ บ่น เพราะว่าบอกคือ พูดสั้นๆ ไม่ใส่อารมณ์ และพูดหนเดียวพอ คนเราไม่ชอบฟังแผ่นเสียงตกร่อง เบี้ยว คือ ไม่รับผิดชอบหน้าที่ ไม่ทำตามสัญญา ขอยืมแล้วไม่ใช้ ฯลฯ นอกจากเขาจะไม่ชอบแล้ว เขาจะดูถูกและเมินหนีอีกด้วย ธรรมชาติมนุษย์ชอบเข้าใกล้คนหน้าตายิ้มแย้ม ทักทาย ทักเพื่อนก่อนได้กำไร เหมือนเปิดประตูเชิญให้เขาวิสาสะด้วย ถ้าทักเขาก่อนแล้วเขาไม่ทักตอบก็อย่าเสียใจ เขาอาจจะไม่เห็น อาจจะกำลังใจลอยคิดอะไรเพลินอยู่ หรือเขาอาจจะเป็นคนไม่มีมารยาท คุณยังอยากจะเสียเวลากับคนไม่มีมารยาทอยู่อีกหรือ?
บ่น คนรำคาญ
บึ้ง คนหนี
เบ่ง คนหมั่นไส้
เบี้ยว คนรังเกียจ
7. อย่านินทา
อย่าเอาคำว่า นินทา ไปปนกับคำวิจารณ์ นินทา เป็น พฤติกรรมทำลาย วิจารณ์ เป็น พฤติกรรมสร้างสรรค์ เพราะการวิจารณ์คือการพูดถึงข้อดี ข้อเสีย โดยใช้เหตุผลและไม่ใช้อารมณ์ การวิจารณ์ให้ประโยชน์ แต่การนินทาให้แต่โทษอย่างเดียว
8. อย่าชวนทำชั่ว
คนดีๆ ไม่ชอบคนที่มาฉุดให้เขาลงไปสู่ที่ต่ำ เช่น ลักขโมย สูบสารเสพติด ตีหัวหมาปาหัวเจ๊ก ฯลฯ จะมีก็แต่พวกบุคลิกภาพผิดปกติชนิดอันธพาลหรืออาชญากรเท่านั้นที่ชอบ
เพราะฉะนั้น ถ้าชวนคนดีๆ ทำชั่ว เขาจะรังเกียจและตีตนออกห่างทันที
9. ดูแลร่างกายให้น่าเข้าใกล้
คนผมไม่สระ เสื้อผ้าไม่ซักส่งกลิ่น ปากเหม็น กลิ่นตัวคลุ้ง จะนิสัยดีแค่ไหน เพื่อนก็ไม่อยากเข้าไปคุยด้วย เดินด้วย และอย่าลืมว่า กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ก็ร้ายพอๆ กับกลิ่นตัว ไม่ใส่น้ำหอมเลยยังจะดีกว่า คนเราชอบกลิ่นรื่นรมย์
หลังจากปฏิบัติทุกข้อข้างต้นครบถ้วนแล้ว คุณก็มีอีกข้อหนึ่งต้องทำคือ ต้องทำใจยอมรับความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงที่ว่านั่นก็คือ ตั้งแต่มีการสร้างโลกกันมา ยังไม่เคยมีใครสักคนเดียวที่จะทำให้ทุกคนในโลกชอบได้...ไม่มีจริงๆ ความคิดที่อยากจะให้ทุกคนในโลกชอบคุณ จึงเป็นความคิด ที่ไม่มีวันจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าคุณจะทุ่มกาย ทุ่มใจ ทุ่มเงินแค่ไหน ไปสืบดูเถิด เจ้าบุญทุ่มทุกคนยังไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเขาได้ ไม่เคยมีนางงามจักรวาลโลกคนไหนสามารถทำให้ทุกคนชอบเธอได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณทำดีที่สุดของคุณแล้วก็จงพอใจ จงบอกตัวเองแล้วจดจำไว้สอนลูกหลานด้วยว่า ไม่มีใครในโลกจะทำให้ทุกคนในโลกชอบตนได้...ไม่มีจริงๆ
อย่างไรก็ตามคุณอย่าทิ้งความเป็นตัวของคุณเอง อย่าพยายามทำตัวให้ใครๆ ชอบเสียจนไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะนั่นก็เป็นข้อหนึ่งที่จะทำให้คนไม่ชอบคุณ
เริ่มลงมือปฏิบัติตามข้อแนะนำเสียแต่วันนี้คุณจะพบว่า นอกจากคุณจะมีเพื่อนชอบคุณมากขึ้นแล้ว คุณเองก็จะมีสุขภาพจิตดีขึ้นเสมอ เพราะทุกๆ ข้อที่กล่าวไว้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนเราสุขภาพจิตดี
เราชอบส้วมแบบนั่งชักโครก (คือไม่ชอบส้วมแบบนั่งยองๆ) ก็ไม่ได้แปลว่า เรารักส้วมแบบชักโครก แต่เรารักต้นไม้ได้ เพราะคนรักต้นไม้จะเอาใจใส่ ทะนุบำรุง ดูแล ห่วงใย และอยากปกป้องคุ้มครอง พูดสั้นๆ ถ้าเรารักอะไร เราเอาหัวใจทั้งดวงไปผูกพันกับสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาบอกคุณว่า เขาชอบคุณ ก็แปลว่า เขาอยู่แค่ชั้นพอใจคุณเท่านั้น อย่าคิดเลยเถิดเข้าข้างตัวเองว่า เขาจะเอาหัวใจทั้งดวงของเขามาผูกพันกับคุณ แต่เพื่อนนี่ชอบกันถ้าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ก็จะกลายเป็นเพื่อนรักกันตลอดไปได้ จะเขียนเรื่องชอบอย่างเพื่อนก่อน วัยรุ่นไม่ชอบอะไรเยิ่นเย้อ ก็จะให้ข้อแนะนำทันทีเลยว่า ทำอย่างไรจะให้คนชอบคุณอย่างเพื่อน
1. ทำตัวเป็นธรรมชาติ
คนเราไม่ชอบคนเสแสร้ง คนเราไม่ชอบคนดัดจริตหรือคนวางท่า คนเราไม่ชอบคนวางท่าเป็นดารากับเพื่อน ความเป็นเพื่อนต้องการความจริงใจ คนวางท่าหยิ่ง หรือจีบปากจีบคอพูดเราไม่ชอบคนดัดจริตหรือคนวางท่า คนเราไม่ชอบคนวางท่าเป็นดารากับเพื่อน อาจดึงดูดความสนใจชั่วขณะแรกพบกัน แต่รับรองว่าไม่กี่ครั้ง เขาก็จะเบื่อและรำคาญ หรือถ้าเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน เขาก็จะหมั่นไส้ไม่ชอบหน้า
2. สนใจฟังเขา ไม่พูดแต่เรื่องของตัวเอง
คนเป็นเพื่อนกันก็ต้องคุยเรื่องของตนเองให้เพื่อนฟังบ้าง แต่ต้องมีการแลกเปลี่ยนและสนใจเรื่องของเขา มากกว่าพูดแต่เรื่องของตัวเอง
3. อารมณ์ดี
คนเราไม่ชอบเข้าใกล้คนหงุดหงิด ขี้โมโห ฉุนเฉียว ยิ่งก้าวร้าวด้วยละก็นั่งเหงาไปคนเดียวเถอะ ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีอยู่เสมอๆ ต้องหาสาเหตุแล้วแก้ไข มิฉะนั้น คุณจะพบว่า คุณมีเพื่อนน้อยลงๆ เพราะเขาค่อยๆ ตีตัวออกห่างไปทีละคนสองคน เพื่อไปหาคนอารมณ์ดี ที่เขาอยู่ใกล้แล้วสบายใจ
4. รู้จัก "ให้" และ "รับ"
การให้และรับไม่ได้หมายความเฉพาะวัตถุ การช่วยเหลือเวลาเขามีความทุกข์ การช่วยเหลือการงานหรือการเรียน ฯลฯ ของเขาก็ถือเป็นการให้ เป็นการให้ที่มีค่ามากด้วยซ้ำไป
ที่แนะนำให้รู้จัก "รับ" ด้วยนั้น ก็เพราะผู้เขียนเห็นมามาก พอที่จะกล้ากล่าวว่า คนจิตใจปกติมักไม่ชอบคนที่ไม่ยอมรับอะไรจากใครเลย คนเราไม่ชอบคนที่ทำให้เรารู้สึกละอายใจ
5. มองโลกในแง่ดี
ถ้าคุณเห็นดอกไม้สวย เห็นเด็กๆ น่ารัก เห็นเพื่อนบางคนเก่ง เห็นครูบางคนดี ถ้าคุณมองทะลุสิวเขรอะของเพื่อนเข้าไปเห็นความร่าเริง และความมีน้ำใจของเขา ถ้าคุณพูดยกย่องความดีความสามารถของใครๆ มากกว่าพูดตำหนิ หรือนินทาเขา ใครๆ ก็จะอยากเข้าใกล้คุณ อยากคุยกับคุณ อยากเป็นเพื่อนของคุณ ฝึกตนเองให้มองโลกในแง่ดีแล้วมันจะติดเป็นนิสัยคุณไปตลอดชีวิต คนอยู่ใกล้ก็เป็นสุข แล้วจะถ่ายทอดไปถึงลูกหลานของคุณด้วย
6. อย่าบ่น อย่าบึ้ง อย่าเบ่ง อย่าเบี้ยว
บอก ต่างกับ บ่น เพราะว่าบอกคือ พูดสั้นๆ ไม่ใส่อารมณ์ และพูดหนเดียวพอ คนเราไม่ชอบฟังแผ่นเสียงตกร่อง เบี้ยว คือ ไม่รับผิดชอบหน้าที่ ไม่ทำตามสัญญา ขอยืมแล้วไม่ใช้ ฯลฯ นอกจากเขาจะไม่ชอบแล้ว เขาจะดูถูกและเมินหนีอีกด้วย ธรรมชาติมนุษย์ชอบเข้าใกล้คนหน้าตายิ้มแย้ม ทักทาย ทักเพื่อนก่อนได้กำไร เหมือนเปิดประตูเชิญให้เขาวิสาสะด้วย ถ้าทักเขาก่อนแล้วเขาไม่ทักตอบก็อย่าเสียใจ เขาอาจจะไม่เห็น อาจจะกำลังใจลอยคิดอะไรเพลินอยู่ หรือเขาอาจจะเป็นคนไม่มีมารยาท คุณยังอยากจะเสียเวลากับคนไม่มีมารยาทอยู่อีกหรือ?
บ่น คนรำคาญ
บึ้ง คนหนี
เบ่ง คนหมั่นไส้
เบี้ยว คนรังเกียจ
7. อย่านินทา
อย่าเอาคำว่า นินทา ไปปนกับคำวิจารณ์ นินทา เป็น พฤติกรรมทำลาย วิจารณ์ เป็น พฤติกรรมสร้างสรรค์ เพราะการวิจารณ์คือการพูดถึงข้อดี ข้อเสีย โดยใช้เหตุผลและไม่ใช้อารมณ์ การวิจารณ์ให้ประโยชน์ แต่การนินทาให้แต่โทษอย่างเดียว
8. อย่าชวนทำชั่ว
คนดีๆ ไม่ชอบคนที่มาฉุดให้เขาลงไปสู่ที่ต่ำ เช่น ลักขโมย สูบสารเสพติด ตีหัวหมาปาหัวเจ๊ก ฯลฯ จะมีก็แต่พวกบุคลิกภาพผิดปกติชนิดอันธพาลหรืออาชญากรเท่านั้นที่ชอบ
เพราะฉะนั้น ถ้าชวนคนดีๆ ทำชั่ว เขาจะรังเกียจและตีตนออกห่างทันที
9. ดูแลร่างกายให้น่าเข้าใกล้
คนผมไม่สระ เสื้อผ้าไม่ซักส่งกลิ่น ปากเหม็น กลิ่นตัวคลุ้ง จะนิสัยดีแค่ไหน เพื่อนก็ไม่อยากเข้าไปคุยด้วย เดินด้วย และอย่าลืมว่า กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ก็ร้ายพอๆ กับกลิ่นตัว ไม่ใส่น้ำหอมเลยยังจะดีกว่า คนเราชอบกลิ่นรื่นรมย์
หลังจากปฏิบัติทุกข้อข้างต้นครบถ้วนแล้ว คุณก็มีอีกข้อหนึ่งต้องทำคือ ต้องทำใจยอมรับความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงที่ว่านั่นก็คือ ตั้งแต่มีการสร้างโลกกันมา ยังไม่เคยมีใครสักคนเดียวที่จะทำให้ทุกคนในโลกชอบได้...ไม่มีจริงๆ ความคิดที่อยากจะให้ทุกคนในโลกชอบคุณ จึงเป็นความคิด ที่ไม่มีวันจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าคุณจะทุ่มกาย ทุ่มใจ ทุ่มเงินแค่ไหน ไปสืบดูเถิด เจ้าบุญทุ่มทุกคนยังไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเขาได้ ไม่เคยมีนางงามจักรวาลโลกคนไหนสามารถทำให้ทุกคนชอบเธอได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณทำดีที่สุดของคุณแล้วก็จงพอใจ จงบอกตัวเองแล้วจดจำไว้สอนลูกหลานด้วยว่า ไม่มีใครในโลกจะทำให้ทุกคนในโลกชอบตนได้...ไม่มีจริงๆ
อย่างไรก็ตามคุณอย่าทิ้งความเป็นตัวของคุณเอง อย่าพยายามทำตัวให้ใครๆ ชอบเสียจนไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะนั่นก็เป็นข้อหนึ่งที่จะทำให้คนไม่ชอบคุณ
เริ่มลงมือปฏิบัติตามข้อแนะนำเสียแต่วันนี้คุณจะพบว่า นอกจากคุณจะมีเพื่อนชอบคุณมากขึ้นแล้ว คุณเองก็จะมีสุขภาพจิตดีขึ้นเสมอ เพราะทุกๆ ข้อที่กล่าวไว้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนเราสุขภาพจิตดี
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
18 วิธีสร้างสุขในชีวิตเมือง Make a city life happier
18 วิธีสร้างสุขในชีวิตเมือง Make a city life happier (Twenty-four seven)
"ติ๊งต่อง ๆ...รับความสุขเพิ่มไหมคะ"
คงจะดีไม่น้อย ถ้าร้านสะดวกซื้อมี "ความสุข" อัดกระป๋อง หรือแช่แข็งไว้รอจำหน่ายให้คุณได้เลือกซื้อกันอย่างง่ายดาย แต่โลกความจริงไม่เป็นเช่นนั้น...
ใคร ๆ ต่างก็มองหาความสุขกัน เพราะปัจจุบันหันไปทางไหน ก็เจอแต่คนมีความเครียดและความทุกข์กันมากมาย อาจเพราะผลพวงของพิษเศรษฐกิจและปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้า บางทีความสุขอาจไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวง่าย ๆ แค่เพียงหลับตา และหยุดอยู่กับตัวเองสักพัก
แต่กับชีวิตเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าและสิ่งอำนวยความ สะดวกต่าง ๆ พัฒนาขึ้นทุกวัน หนทางของการสร้างความสุขก็อาจมีให้เลือกได้มากขึ้น 24-7 วันนี้ ขอพาคุณมาสร้างสุขด้วย 18 วิธีเหล่านี้ แม้ในชีวิตเมืองที่รีบเร่ง แต่โลกทั้งใบของคุณจะหยุดหมุนกับความสุขที่เติมเต็มมา แม้จะเพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่งก็เพียงพอแล้ว
1.ออนไลน์-สายแห่งความสุข
ณ วันนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยม จนแทรกซึมเข้าสู่กิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกไปแล้ว สำหรับการผ่อนคลายสร้างความสุขโดยการใช้อินเทอร์เน็ต คุณสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม อ่านบทความที่น่าสนใจ แชทกับเพื่อนฝูง หรือจะ Make Friendsกับเพื่อนต่างชาติก็ได้ รวมถึงการเข้าไปทิ้งข้อความให้เพื่อนใน hi5 เพียงแค่นี้โลกส่วนตัวในชีวิตเมืองของคุณ แม้จะเงียบในบางครั้งแต่ก็จะไม่พบกับความเหงา
2.ปลูก ต้นไม้คลายเครียด
ต้นไม้นอกจากช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังช่วยสร้างความสุขให้กับคุณได้ เพราะต้นไม้สามารถทำให้คนรู้สึกสบายใจขึ้น นักบำบัดแห่งโรงพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า การให้ผู้ป่วยได้สัมผัสกับธรรมชาติอยู่เสมอ จะทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นตามลำดับ เพราะต้นไม้มีผลต่อสภาพจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์ การใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ จะทำให้จิตใจเพลิดเพลินได้อย่างไม่รู้ตัว คุณสามารถปลูกต้นไม้ที่บ้านก็ได้ หรือผู้ที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ก็สามารถสร้างสวนในกล่อง หรือพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ในห้องก็ได้
3.หนังสือ สร้างกำลังใจ
เสกสรรความสุขง่าย ๆ ก่อนเข้านอนด้วยการอ่านหนังสือ ยิ่งเป็นแนวสร้างกำลังใจยิ่งดี เพราะช่วงเวลาเข้านอน ร่างกายต้องการผ่อนคลายที่สุด และต้องการหลับฝันดี จึงเป็นช่วงเวลาที่ควรมีความคิดเป็นบวก เพราะนอกจากร่างกายถึงเวลาผ่อนคลายแล้ว จิตสำนึกก็ถึงเวลาต้องพักด้วยเช่นกัน จิตใต้สำนึกที่ได้รับข้อมูลดี ๆ ก่อนนอนจึงมีประโยชน์สูง เพราะมันจะจดจำเนื้อหาได้แม่นยำ และเก็บไว้ได้นาน และทำให้เราซึมซับความดีงามนั้นให้งอกงามในตัวเรา เราจะกลายเป็นคนที่มีความสุขได้อย่างง่าย ๆ
4.สำราญ กับงานอดิเรก
การแสวงหาความสุขเติมเต็มให้กับชีวิตนั้นนับเป็นเรื่องปกติ โดยที่แต่ละคน ต่างก็อาจมีงานอดิเรกที่เพิ่มพูนความสุขทางใจต่างกันออกไป คุณควรหาอะไรที่ชอบทำในเวลาว่าง เพราะการได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ย่อมเกิดความสุขเพลิดเพลินหนำซ้ำยังทำให้ไม่มีเวลาว่างพอ ที่จะให้คุณได้คิดกังวลเรื่องต่าง ๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้น ๆ ให้มีสมาธิ จิตที่มีสมาธิก็เป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย และคุณก็ยังได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จากงานของคุณเองอีกด้วย
5.Chill Out @ Lifestyle Mall
คนเมืองจำนวนมากถวิลหาความเป็นธรรมชาติ เพื่อเสพความสุขจากสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากทิ้งความสะดวกสบาย Lifestyle Mall รูปแบบของศูนย์การค้าที่เน้นความเป็นส่วนตัว และผสมผสานความร่มรื่นของธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลายเป็นสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คุณจะสามารถแวะเข้าไปเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการช้อปปิ้ง หรือนั่งแฮ็งเอาต์กับเพื่อน ๆ ก็ได้
6.พัก ผ่อนกายใจกับโลกส่วนตัว
เวลาคุณภาพที่ดีที่สุดคือ การให้เวลากับตัวเองด้วยกิจกรรมดี ๆ มากมาย ทั้งการดูแลร่างกายและหัวใจ ที่คุณสามารถไปทำคนเดียวได้อย่างสบาย เช่น การเข้าสปาการนวด หรือจะไปดูหนังในโรงภาพยนตร์หรือนั่งดู DVD อยู่ที่บ้านก็ได้ความเป็นส่วนตัวไปอีกแบบ รวมถึงการฟังเพลงสบาย ๆ อย่างเลือกเพลงแจ๊ซ หรือเพลงคลาสสิกก็ดีเพราะคลื่นสมองเราจะทำงานได้สงบดีขึ้น
7.ออกกำลังกายให้สดชื่น
สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกันและกัน คนที่มีสุขภาพกายดีย่อมส่งผลให้มีจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า การที่เราได้ออกกำลังกายให้สารเอนดอร์ฟินหลั่ง จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ลองหันมาออกกำลังกายกันบ้างไม่ว่าจะวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิกอยู่บ้านเปิดเพลงมันส์ ๆ เต้นออกแรงให้เต็มที่ หรือแค่ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์ ไปเป็นการเดินขึ้นบันไดก็ได้เหงื่อดีไม่หยอก
8.สัตว์ เลี้ยง-เพื่อนรู้ใจ
สำหรับคนขี้เหงา ลองเลี้ยงสัตว์ดู สุนัขแมว หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่เป็นการสร้างความสุขอย่างหนึ่ง เพราะนักจิตวิทยาค้นพบว่าผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง และมอบความรักให้พวกมัน เป็นกลุ่มที่มีความสุขกว่าผู้ที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลย และอีกอย่างสัตว์เลี้ยงที่บ้านก็เก็บความลับเก่งด้วย ดังนั้นถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจอะไรแต่ไม่อยากให้ใครรู้ คุณก็สามารถเล่าให้มันฟังได้
9.Night Life กับแก๊งก๊วน
ค่ำคืนของกรุงเทพฯ ไม่เคยหยุดนิ่งและหลับใหล และพร้อมเป็นเวลาที่จะให้คุณได้ออกไปแฮ็งเอาต์ให้มันส์สุดๆ กันเสียทีสำหรับปาร์ตี้แสนสนุกกับเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเดิมที่คุณห่างหายไปเสียนาน หรือก๊วนใหม่ที่รอคอยการมาเยือนของคุณ ณ ผับ บาร์ ร้านอาหารเคล้าเสียงดนตรีตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ แค่นี้เวลาแห่งความสุขสุดเหวี่ยงของชีวิตคุณก็กลับมาอีกครั้ง
10.หา สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
ในแต่ละวันแน่นอนว่าแต่ละชีวิตย่อมต้องเผชิญทั้งความสุขและทุกข์ เราจึงควรหาที่ยึดเหนี่ยวใจหรือผ่อนคลายจากปัญหาที่รุมเร้า อาจจะเป็นการเข้าวัดฟังธรรม นั่งสมาธิ เพื่อใจจิตใจสงบและมีความสุขขึ้น หรือหาเพื่อนสนิทที่สามารถจะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยได้
11.สาน สัมพันธ์ครอบครัว
รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ ลองหันมาใส่ใจสมาชิกในครอบครัวบ้าง นอกเหนือเวลางานแล้วคุณน่าจะหาเวลาทำกิจกรรมกับคุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง และหลาน ๆ บ้าง โดยอาจพากันไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ไปปิกนิกในสวนสาธารณะ พาหลาน ๆ ไปเที่ยวเล่นในสวนสนุก หรือจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวทานกับหมู่ญาติ ๆ ในบ้านหลังใหญ่ของคุณก็ได้
12.หา สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต
การได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างการเรียนทำอาหาร หรือว่าจะลองเข้าคลาสเรียนเต้นดูก็ได้ สิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนพอได้ลองทำดู จะเกิดความตื่นเต้น ท้าทายและพอทำได้เราก็จะแฮปปี้กับมัน นอกจากนั้นลองออกไปตามห้างฯ เพื่อติดตามและอัพเดทเทคโนโลยีเครื่องเล่นไฮเทคต่างๆ ดู ก็จะให้ชีวิตคุณอินเทรนด์และดูมีอะไรใหม่ ๆ ขึ้นเยอะ
13.ชื่นชมศิลปะ
สำหรับคนรักงานอาร์ต หรืออยากเพิ่มรอยหยักในสมองด้วยการเสพงานศิลป์ เดี๋ยวนี้ในห้างสรรพสินค้าหรือแกลเลอรี่ต่าง ๆ ก็มีงานนิทรรศการน่าดูมากมาย ลองหาโอกาสไปเดินเล่นดู จะเป็นงานอาร์ต งานภาพถ่ายหรือว่างานเพลงพวกออร์เคสตร้า งานเต้นบัลเล่ย์ละครเวที สิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ ทำให้เราเห็นถึงความสามารถของคนทำและแรงบันดาลใจ ที่น่านำมาเป็นต้นแบบในการทำฝันให้กับตัวเอง
14.การ มีความรัก
ขั้นแรกอย่างการตกหลุมรัก จะทำให้สารเคมีในร่างกายที่เรียกว่าสารฟีนิลเอธิลามีน ซึ่งเป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มของแอมเฟตามีนหลั่งออกมา และทำให้ฮอร์โมนอะดรีนาลินหลั่งมาอีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกาย เช่น ใจเต้นแรง หน้าแดง ความรักขั้นสองเป็นทั้งความรัก เป็นทั้งมิตรภาพ และความห่วงใย ความรักในระยะนี้จะมีสารเคมีอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่าเอนดอร์ฟิน เป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา สารตัวนี้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค และรักษาโรคได้
15.ปล่อย วางสิ่งผูกรัดตัว
เข้าใจว่าคุณเป็นคนทุ่มเทและตั้งใจทำงาน แต่ลองให้เวลากับตัวเองบ้าง ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้าง อย่ามัวติดยึดกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณไม่รู้สึกเครียดกับการต้องคอยกดดันตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้าง การปล่อยวางและพูดคุยกับตัวเองบ้างก็คงดีไม่น้อยลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น
16.มอง ตัวเองในแง่ดี
คุณเป็นแบบนี้ไหม พอนึกถึงตัวเองทีไรก็มองแต่ด้านลบของตัวเอง ทำไมเราอ้วนจัง ทำไมเราหุ่นไม่ดี ทำไมเราไม่เก่งเหมือนคนอื่น จริง ๆ แล้วเพื่อนหรือว่าคนที่แคร์เรา เขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของเราที่ตรงนั้นเสมอ ลองนึกถึงสิ่งที่เพื่อน ๆ บอกดูว่าเขารักเราเพราะอะไร มันจะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองและมีความสุขมากขึ้น
17.กลิ่น หอมบำบัดหรือ Aromatherapy
กลิ่นเหล่านี้ได้มาด้วยการสกัดจากพืชพันธุ์ธรรมชาติหลายชนิด ทั้งสมุนไพรดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น การใช้กลิ่นหอมบำบัดจะช่วยฟื้นคืนความสุขคุณได้เป็นอย่างดี คุณอาจลงแช่ในอ่างอาบน้ำผสมสบู่หอม ๆ ตามด้วยโลชั่นกลิ่นผลไม้ หรือจะหาแฮนด์โลชั่นมาทามือในขณะที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศก็ได้ กลิ่นหอมๆจะช่วยให้การทำงานของคุณรู้สึกผ่อนคลายได้มาก
18.เสกสรร ปันสุขให้ผู้อื่น
ความสุขที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากการให้ เพียงแค่คุณใส่ใจกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่พบเห็นอยู่ทั่วไปบ้าง แล้วการให้จะทำให้คุณอิ่มใจมากมาย แรกเริ่มคุณอาจแค่เก็บของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน หรือสมัครเป็นอาสาสมัครทำงานบริการชุมชน ช่วยเหลือสังคมหรือผู้ตกทุกข์ได้ยากที่อยู่รอบตัว จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีจุดหมายและมีความสุขยิ่งขึ้น
ความสุข เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ที่สามารถแสวงหาได้ บางทีอยู่ที่ไหนไม่ไกล อาจลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ง่ายดายแค่มือคว้า อย่างที่อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีอเมริกันเคยกล่าวไว้ "คนส่วนใหญ่มีความสุขได้เท่ากับที่พวกเขาตัดสินใจให้ตัวเองมีความสุข"
"ติ๊งต่อง ๆ...รับความสุขเพิ่มไหมคะ"
คงจะดีไม่น้อย ถ้าร้านสะดวกซื้อมี "ความสุข" อัดกระป๋อง หรือแช่แข็งไว้รอจำหน่ายให้คุณได้เลือกซื้อกันอย่างง่ายดาย แต่โลกความจริงไม่เป็นเช่นนั้น...
ใคร ๆ ต่างก็มองหาความสุขกัน เพราะปัจจุบันหันไปทางไหน ก็เจอแต่คนมีความเครียดและความทุกข์กันมากมาย อาจเพราะผลพวงของพิษเศรษฐกิจและปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้า บางทีความสุขอาจไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวง่าย ๆ แค่เพียงหลับตา และหยุดอยู่กับตัวเองสักพัก
แต่กับชีวิตเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าและสิ่งอำนวยความ สะดวกต่าง ๆ พัฒนาขึ้นทุกวัน หนทางของการสร้างความสุขก็อาจมีให้เลือกได้มากขึ้น 24-7 วันนี้ ขอพาคุณมาสร้างสุขด้วย 18 วิธีเหล่านี้ แม้ในชีวิตเมืองที่รีบเร่ง แต่โลกทั้งใบของคุณจะหยุดหมุนกับความสุขที่เติมเต็มมา แม้จะเพียงแค่ชั่วเวลาหนึ่งก็เพียงพอแล้ว
1.ออนไลน์-สายแห่งความสุข
ณ วันนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยม จนแทรกซึมเข้าสู่กิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกไปแล้ว สำหรับการผ่อนคลายสร้างความสุขโดยการใช้อินเทอร์เน็ต คุณสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม อ่านบทความที่น่าสนใจ แชทกับเพื่อนฝูง หรือจะ Make Friendsกับเพื่อนต่างชาติก็ได้ รวมถึงการเข้าไปทิ้งข้อความให้เพื่อนใน hi5 เพียงแค่นี้โลกส่วนตัวในชีวิตเมืองของคุณ แม้จะเงียบในบางครั้งแต่ก็จะไม่พบกับความเหงา
2.ปลูก ต้นไม้คลายเครียด
ต้นไม้นอกจากช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังช่วยสร้างความสุขให้กับคุณได้ เพราะต้นไม้สามารถทำให้คนรู้สึกสบายใจขึ้น นักบำบัดแห่งโรงพยาบาลเพื่อการฟื้นฟูในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า การให้ผู้ป่วยได้สัมผัสกับธรรมชาติอยู่เสมอ จะทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นตามลำดับ เพราะต้นไม้มีผลต่อสภาพจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์ การใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ จะทำให้จิตใจเพลิดเพลินได้อย่างไม่รู้ตัว คุณสามารถปลูกต้นไม้ที่บ้านก็ได้ หรือผู้ที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ก็สามารถสร้างสวนในกล่อง หรือพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ในห้องก็ได้
3.หนังสือ สร้างกำลังใจ
เสกสรรความสุขง่าย ๆ ก่อนเข้านอนด้วยการอ่านหนังสือ ยิ่งเป็นแนวสร้างกำลังใจยิ่งดี เพราะช่วงเวลาเข้านอน ร่างกายต้องการผ่อนคลายที่สุด และต้องการหลับฝันดี จึงเป็นช่วงเวลาที่ควรมีความคิดเป็นบวก เพราะนอกจากร่างกายถึงเวลาผ่อนคลายแล้ว จิตสำนึกก็ถึงเวลาต้องพักด้วยเช่นกัน จิตใต้สำนึกที่ได้รับข้อมูลดี ๆ ก่อนนอนจึงมีประโยชน์สูง เพราะมันจะจดจำเนื้อหาได้แม่นยำ และเก็บไว้ได้นาน และทำให้เราซึมซับความดีงามนั้นให้งอกงามในตัวเรา เราจะกลายเป็นคนที่มีความสุขได้อย่างง่าย ๆ
4.สำราญ กับงานอดิเรก
การแสวงหาความสุขเติมเต็มให้กับชีวิตนั้นนับเป็นเรื่องปกติ โดยที่แต่ละคน ต่างก็อาจมีงานอดิเรกที่เพิ่มพูนความสุขทางใจต่างกันออกไป คุณควรหาอะไรที่ชอบทำในเวลาว่าง เพราะการได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ย่อมเกิดความสุขเพลิดเพลินหนำซ้ำยังทำให้ไม่มีเวลาว่างพอ ที่จะให้คุณได้คิดกังวลเรื่องต่าง ๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้น ๆ ให้มีสมาธิ จิตที่มีสมาธิก็เป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย และคุณก็ยังได้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จากงานของคุณเองอีกด้วย
5.Chill Out @ Lifestyle Mall
คนเมืองจำนวนมากถวิลหาความเป็นธรรมชาติ เพื่อเสพความสุขจากสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น แต่ก็ไม่อยากทิ้งความสะดวกสบาย Lifestyle Mall รูปแบบของศูนย์การค้าที่เน้นความเป็นส่วนตัว และผสมผสานความร่มรื่นของธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลายเป็นสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่คุณจะสามารถแวะเข้าไปเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการช้อปปิ้ง หรือนั่งแฮ็งเอาต์กับเพื่อน ๆ ก็ได้
6.พัก ผ่อนกายใจกับโลกส่วนตัว
เวลาคุณภาพที่ดีที่สุดคือ การให้เวลากับตัวเองด้วยกิจกรรมดี ๆ มากมาย ทั้งการดูแลร่างกายและหัวใจ ที่คุณสามารถไปทำคนเดียวได้อย่างสบาย เช่น การเข้าสปาการนวด หรือจะไปดูหนังในโรงภาพยนตร์หรือนั่งดู DVD อยู่ที่บ้านก็ได้ความเป็นส่วนตัวไปอีกแบบ รวมถึงการฟังเพลงสบาย ๆ อย่างเลือกเพลงแจ๊ซ หรือเพลงคลาสสิกก็ดีเพราะคลื่นสมองเราจะทำงานได้สงบดีขึ้น
7.ออกกำลังกายให้สดชื่น
สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกันและกัน คนที่มีสุขภาพกายดีย่อมส่งผลให้มีจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า การที่เราได้ออกกำลังกายให้สารเอนดอร์ฟินหลั่ง จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ลองหันมาออกกำลังกายกันบ้างไม่ว่าจะวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิกอยู่บ้านเปิดเพลงมันส์ ๆ เต้นออกแรงให้เต็มที่ หรือแค่ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์ ไปเป็นการเดินขึ้นบันไดก็ได้เหงื่อดีไม่หยอก
8.สัตว์ เลี้ยง-เพื่อนรู้ใจ
สำหรับคนขี้เหงา ลองเลี้ยงสัตว์ดู สุนัขแมว หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่เป็นการสร้างความสุขอย่างหนึ่ง เพราะนักจิตวิทยาค้นพบว่าผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง และมอบความรักให้พวกมัน เป็นกลุ่มที่มีความสุขกว่าผู้ที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลย และอีกอย่างสัตว์เลี้ยงที่บ้านก็เก็บความลับเก่งด้วย ดังนั้นถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจอะไรแต่ไม่อยากให้ใครรู้ คุณก็สามารถเล่าให้มันฟังได้
9.Night Life กับแก๊งก๊วน
ค่ำคืนของกรุงเทพฯ ไม่เคยหยุดนิ่งและหลับใหล และพร้อมเป็นเวลาที่จะให้คุณได้ออกไปแฮ็งเอาต์ให้มันส์สุดๆ กันเสียทีสำหรับปาร์ตี้แสนสนุกกับเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเดิมที่คุณห่างหายไปเสียนาน หรือก๊วนใหม่ที่รอคอยการมาเยือนของคุณ ณ ผับ บาร์ ร้านอาหารเคล้าเสียงดนตรีตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ แค่นี้เวลาแห่งความสุขสุดเหวี่ยงของชีวิตคุณก็กลับมาอีกครั้ง
10.หา สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
ในแต่ละวันแน่นอนว่าแต่ละชีวิตย่อมต้องเผชิญทั้งความสุขและทุกข์ เราจึงควรหาที่ยึดเหนี่ยวใจหรือผ่อนคลายจากปัญหาที่รุมเร้า อาจจะเป็นการเข้าวัดฟังธรรม นั่งสมาธิ เพื่อใจจิตใจสงบและมีความสุขขึ้น หรือหาเพื่อนสนิทที่สามารถจะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยได้
11.สาน สัมพันธ์ครอบครัว
รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ ลองหันมาใส่ใจสมาชิกในครอบครัวบ้าง นอกเหนือเวลางานแล้วคุณน่าจะหาเวลาทำกิจกรรมกับคุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง และหลาน ๆ บ้าง โดยอาจพากันไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ไปปิกนิกในสวนสาธารณะ พาหลาน ๆ ไปเที่ยวเล่นในสวนสนุก หรือจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวทานกับหมู่ญาติ ๆ ในบ้านหลังใหญ่ของคุณก็ได้
12.หา สิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต
การได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างการเรียนทำอาหาร หรือว่าจะลองเข้าคลาสเรียนเต้นดูก็ได้ สิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนพอได้ลองทำดู จะเกิดความตื่นเต้น ท้าทายและพอทำได้เราก็จะแฮปปี้กับมัน นอกจากนั้นลองออกไปตามห้างฯ เพื่อติดตามและอัพเดทเทคโนโลยีเครื่องเล่นไฮเทคต่างๆ ดู ก็จะให้ชีวิตคุณอินเทรนด์และดูมีอะไรใหม่ ๆ ขึ้นเยอะ
13.ชื่นชมศิลปะ
สำหรับคนรักงานอาร์ต หรืออยากเพิ่มรอยหยักในสมองด้วยการเสพงานศิลป์ เดี๋ยวนี้ในห้างสรรพสินค้าหรือแกลเลอรี่ต่าง ๆ ก็มีงานนิทรรศการน่าดูมากมาย ลองหาโอกาสไปเดินเล่นดู จะเป็นงานอาร์ต งานภาพถ่ายหรือว่างานเพลงพวกออร์เคสตร้า งานเต้นบัลเล่ย์ละครเวที สิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ ทำให้เราเห็นถึงความสามารถของคนทำและแรงบันดาลใจ ที่น่านำมาเป็นต้นแบบในการทำฝันให้กับตัวเอง
14.การ มีความรัก
ขั้นแรกอย่างการตกหลุมรัก จะทำให้สารเคมีในร่างกายที่เรียกว่าสารฟีนิลเอธิลามีน ซึ่งเป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มของแอมเฟตามีนหลั่งออกมา และทำให้ฮอร์โมนอะดรีนาลินหลั่งมาอีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกาย เช่น ใจเต้นแรง หน้าแดง ความรักขั้นสองเป็นทั้งความรัก เป็นทั้งมิตรภาพ และความห่วงใย ความรักในระยะนี้จะมีสารเคมีอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่าเอนดอร์ฟิน เป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมา สารตัวนี้ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค และรักษาโรคได้
15.ปล่อย วางสิ่งผูกรัดตัว
เข้าใจว่าคุณเป็นคนทุ่มเทและตั้งใจทำงาน แต่ลองให้เวลากับตัวเองบ้าง ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้าง อย่ามัวติดยึดกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณไม่รู้สึกเครียดกับการต้องคอยกดดันตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้าง การปล่อยวางและพูดคุยกับตัวเองบ้างก็คงดีไม่น้อยลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น
16.มอง ตัวเองในแง่ดี
คุณเป็นแบบนี้ไหม พอนึกถึงตัวเองทีไรก็มองแต่ด้านลบของตัวเอง ทำไมเราอ้วนจัง ทำไมเราหุ่นไม่ดี ทำไมเราไม่เก่งเหมือนคนอื่น จริง ๆ แล้วเพื่อนหรือว่าคนที่แคร์เรา เขาไม่ได้มองเห็นคุณค่าของเราที่ตรงนั้นเสมอ ลองนึกถึงสิ่งที่เพื่อน ๆ บอกดูว่าเขารักเราเพราะอะไร มันจะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองและมีความสุขมากขึ้น
17.กลิ่น หอมบำบัดหรือ Aromatherapy
กลิ่นเหล่านี้ได้มาด้วยการสกัดจากพืชพันธุ์ธรรมชาติหลายชนิด ทั้งสมุนไพรดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น การใช้กลิ่นหอมบำบัดจะช่วยฟื้นคืนความสุขคุณได้เป็นอย่างดี คุณอาจลงแช่ในอ่างอาบน้ำผสมสบู่หอม ๆ ตามด้วยโลชั่นกลิ่นผลไม้ หรือจะหาแฮนด์โลชั่นมาทามือในขณะที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศก็ได้ กลิ่นหอมๆจะช่วยให้การทำงานของคุณรู้สึกผ่อนคลายได้มาก
18.เสกสรร ปันสุขให้ผู้อื่น
ความสุขที่ยิ่งใหญ่มักเกิดจากการให้ เพียงแค่คุณใส่ใจกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่พบเห็นอยู่ทั่วไปบ้าง แล้วการให้จะทำให้คุณอิ่มใจมากมาย แรกเริ่มคุณอาจแค่เก็บของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน หรือสมัครเป็นอาสาสมัครทำงานบริการชุมชน ช่วยเหลือสังคมหรือผู้ตกทุกข์ได้ยากที่อยู่รอบตัว จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีจุดหมายและมีความสุขยิ่งขึ้น
ความสุข เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ที่สามารถแสวงหาได้ บางทีอยู่ที่ไหนไม่ไกล อาจลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ง่ายดายแค่มือคว้า อย่างที่อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีอเมริกันเคยกล่าวไว้ "คนส่วนใหญ่มีความสุขได้เท่ากับที่พวกเขาตัดสินใจให้ตัวเองมีความสุข"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)