วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคปิ๊งไอเดียความคิดสร้างสรรค์

นอกจากความสวยงาม และรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นที่เป็นอาวุธสำคัญของผู้หญิงเราแล้วนั้น การที่เป็นสาวที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดียเก๋ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการคิดโปรเจ็คงาน เซอร์ไพรซ์วันเกิดเพื่อนๆ จัดปาร์ตี้สุดคูล ก็สามารถเพิ่มเสน่ห์ให้กับเราได้เป็นอย่างดี วันนี้เรามีเทคนิคสบายๆ ให้สาวๆ กลายเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ กันค่ะ

เทคนิคปิ๊งไอเดียความคิดสร้างสรรค์


• คิด คิด คิด แล้วก็คิด
คิดแล้วไม่ใช่ปล่อยเลยผ่านนะคะ แต่คิดแล้วต้องรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดด้วย เมื่อได้คำตอบแล้วก็ต้องหาเหตุผลที่เป็นไปได้มาสนับสนุนคำตอบนั้นๆ ให้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นค่ะ

• คิดรอบคอบ รู้รอบด้าน
เพียงหนึ่งคำ ถาม อาจจะมีหลายคำตอบ สิ่งที่เราได้เรียนรู้มาในอดีต อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้นอย่าไปตีกรอบ และเชื่อในแนวความคิดแบบเดิมๆ มากนัก ลองหาทางเลือกอีกทาง เท่านั้นไอเดียก็แล่นฉิวแล้วค่ะ

• ความคิดก็จัดระเบียบได้
การคิด อะไรไปเรื่อยเปื่อย จับโน่นมาชนนี่ จะทำให้เราปวดหัวมากกว่าจะคิดอะไรออกนะคะ ลองลำดับความคิดซะใหม่ให้เป็นระเบียบ ตั้งสมมติฐาน ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม เปรียบเทียบความคิดที่แตกต่าง ทดลองทำ แล้วก็จะได้คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุดเองค่ะ

• ตาดู หูฟัง ปากถาม สมองคิด
การ ใช้สมองคิดอยู่อย่างเดียว อาจจะปิดกั้นไอเดียดีๆ ที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้นะคะ ลองเปิดโลก ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ถามผู้รู้ ท่องโลกไซเบอร์ เข้าห้องสมุด แชร์ความคิดกับเพื่อนๆ เท่านี้ก็พร้อมเป็นนักคิดได้เลยค่ะ

• ทำตัวเป็นช่าง
ช่างสังเกต ช่างจดจำ ช่างคิด เปิดใจ เตรียมพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ ตามติดรันเวย์แฟชั่น หรือข่าวสารบ้านเมือง เก็บเป็นข้อมูลเอาไว้เผื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ทุกสถานการณ์

• ระดมสมอง ประลองปัญญา
หลากหลายความคิดดีๆ เกิดขึ้นได้ เมื่อได้แชร์ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งกันและกัน แถมยังได้เรียนรู้วิธีคิด ความคิดรวบยอดของแต่ละคน เพื่อนำมาเป็นประสบการณ์และนำมาสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ได้อีกมากมาย

• ความคิดไร้ขีดจำกัด
อย่าหยุดที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองนะคะ ความคิดดีๆ จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราฝึกคิดอยู่ตลอดเวลา อย่าหยุดค้นหาวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ เท่านี้ความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อมแล้วล่ะค่ะ

โรคบ้างาน ภัยสำหรับคนทำงานออฟฟิค

ท่ามกลางการแข่งขันของสังคมไทยในยุคปัจจุบันทำให้คนเราต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ที่พอเพียงสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวหรือสร้างครอบครัวใหม่บางคนถึงกบต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เพราะมีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น บ้าน รถ ฯลฯ และจากการทำงานที่หนักขึ้นอาจกำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพกายและใจได้โดยไม่ รู้ตัวจนส่งผลให้บุคคลนั้นมีอาการของ "โรคบ้างาน"

โรคออฟฟิศซินโดรม หรือ โรคบ้างาน ปัจจุบันโรคนี้จะพบมากขึ้นในคนไทยซึ่งแต่เดิมที่จะพบแค่ในผู้ชายญี่ปุ่เท่า นั้นซึ่งเรียกว่าโรค Workaholic หรือโรคติดงาน

คนที่ชอบทำงานหนัก หากได้ยินชื่อโรคนี้อาจจะตื่นตระหนกได้ แต่ความจริงแล้วโรคออฟฟิศซินโดรมหรือบ้างานนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและน่ากลัวอย่างที่คิด เป็นแค่เพียงภาวะทางจิตอย่างหนึ่งเท่านั้นแต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลอาจจะก่อให้เกิดโรคทางร่างกายตามมา

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างาน เดิมทีจะพบมากในผู้ชายญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ทุกวันนี้พบในสังคมไทยแล้วและจากการสำรวจประชากรวัยแรงงานหรือวัยทำงานของประเทศไทยพบว่ามีจำนวนถึงร้อยละ 67 ของจำนวนประชากรทั่วประเทศซึ่งจะส่งผลให้โรคนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น และอาจกลายเป็นภัยที่คุกคามสุขภาพได้ หากใช้ชีวิตในวัยทำงานอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สามารถพบได้ทั้งชายและหญิง เพราะทุกวันนี้ผู้หญิงไทยออกไปทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น เนื่องมาจากสังคมไทยมีการแข่งขันกันสูง การให้ฝ่ายชายไปทำงานนอกบ้านฝ่ายเดียวอาจจะไม่พอรายจ่ายภายในครอบครัว โรคบ้างานจะพบได้มากโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน เอาจริงเอาจังในทางจิตวิทยาเกิดจากพฤติกรรมของคนที่ชอบทำงานเยอะและมีความสุขจากการทำงานซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการเสพติดงาน มีจิตใจคิดวนเวียนอยู่กับการทำงาน

"อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้จากโรคนี้ได้แก่ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดท้ายทอย สายตาพร่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนกลายเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ กระเพาะอาหาร และโรคร้ายแรงอื่นได้ และถ้าสังเกตภาวะอารมณ์ของผู้ที่มีอาการของโรคบ้างานจะกลายเป็นคนที่มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด เกี้ยวกราดกับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยไม่เหมือนเดิมจะให้ความสนใจแต่เฉพาะในเรื่องของการทำงานจนกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว

ส่วนสัญญาณเตือนของโรคบ้างานสามารถสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิดว่าทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า และคอยสังเกตซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เช่น การสังเกตการสื่อสารซึ่งกันและกัน การแสดงออกทางการพูดจา ว่ามีอาการชักสีหน้า อารมณ์ฉุนเฉียวเข้าหากันหรือเปล่าเหล่านี้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนของโรคบ้างานได้"

"เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวจากการทำงานซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยแล้วในเบื้องต้นต้องตระหนักรู้ด้วยว่าอาจจะต้องมีการปรับเป้าหมายในชีวิตใหม่ วางแผนในชีวิตใหม่ ชะลอความต้องการความอยากได้ไว้ก่อนและที่สำคัญที่สุดก็คือการตระหนักรู้ร่วมกันภายในครอบครัว เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่ดีสุด"

โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างาน สามารถการป้องกันและรักษาได้ด้วยตนเองหากไม่มีการดูแลรักษาอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงได้....

นพ.วชิระ ยังกล่าวอีกว่า โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ต้องดูแลรักษาหากไม่ตระหนักรู้ดูแลรักษาแล้วจะก่อให้เกิดโรคทางร่างกายตามมา อาทิ เช่น เบาหวาน ความดัน เก๊าท์ ไตวาย อัมพาต ถุงลมโป่งพอง ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมการกินไม่มีเวลาออกกำลังกายเพราะมีภาระหน้าที่ต้องทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงและชาย โดยอาจเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดของเส้นประสาท ทำให้ลดความรู้สึกลง หรือระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย

แนวทางการป้องกันรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมสามารถนี้ทำได้เพียงแค่ "ปรับพฤติกรรมการทำงานเสียใหม่ โดยมีสัดส่วนเวลาการทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน ในเวลาทำงานควรมีการผ่อนคลายพักหาวิธีการผ่อนคลายเช่นหลับตา หายใจลึกสักพัก ระหว่างเวลาทำงาน 1 ชั่วโมง เราควรใช้สมอง 45 นาทีแล้วพัก 10-15 นาที ควรทำอย่างนี้ทุกชั่วโมง การปรับเวลาเหล่านี้ควรเป็นไปตามสัดส่วนที่ธรรมชาติร่างกายต้องการโดยไม่จำเป็นต้องไปปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าหนักไม่ไหวแล้วจริงก็สามารถโทรขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือปรึกษาคลินิกคลายเครียดที่มีอยู่ในหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตได้ แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่พบรายงานว่ามีคนทำงานที่เป็นโรคบ้างานถึงขั้นเบรกแตก ควบคุมตัวเองไม่ได้ส่วนใหญ่จะรู้ตัวก่อน" นพ.วชิระ กล่าว

โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานเป็นภาวะทางจิตสามารถป้องกันรักษาโดยลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดีหากรู้ถึงสาเหตุของโรคที่เกิดจากการทำงาน และปรับปรุงให้เหมาะสม ปัญหาที่เกิดจากการทำงานก็ลดน้อยลงหรือพยายามมองชีวิตว่าไม่มีแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว ควรจัดเวลาในแต่ละวันให้มีกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง ให้ความสำคัญในเรื่องครอบครัวและเรื่องทำงานให้ควบคู่และสมดุลกัน และที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเองและรู้ถึงสาเหตุของโรคที่เกิดจากการทำงานและ ปรับปรุงให้เหมาะสม ปัญหาที่เกิดจากการทำงานก็ลดน้อยลงซึ่งจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานได้อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Getty Images

ช้าไปหรือไม่ถ้าจะเป็นนักขายตอนนี้?

คำตอบคือ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับอาชีพนักขาย ที่เราจะเริ่มต้น อย่างที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า การเป็นนักซื้อกับการเป็นนักขายมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

เรียกได้ว่า คุณสมบัติทั้งสองประการนี้มีอยู่ในคนเราทุกคนมักจะแสดงออกจากการเป็นผู้ซื้อมากกว่า เนื่องจากทัศนคติเกี่ยวกับการขายนั้นยังไม่ดี ลองนึกดูเล่นๆ ว่าถ้าทุกคนเป็นนักซื้อหมดไม่มีนักขายเลยอะไรจะเกิดขึ้น

สินค้าต่างๆ คงต้องมาแย่งกันซื้อผู้ผลิตสินค้าหรือโรงงานก็เล่นตัว

ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วคนที่เป็นนักขายก็เป็นผู้ซื้อด้วย และคนที่เป็นนักซื้อก็เป็นนักขายด้วย (แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น)

ทำไมคนจึงชอบซื้อมากกว่าชอบขาย?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ ความต้องการที่เกิดจากความจำเป็นต้องใช้สินค้านั้นๆ หรือความต้องการที่เกิดจากความอยาก หรือความต้องการที่เกิดจากการเอาอย่าง หรือความต้องการที่เพิ่มเสริมภาพพจน์ของตนเอง

สิ่งเหล่านี้จะไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนเรายังมีกิเลส หรือความอยากได้อยู่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ผมเองอาจเป็นคนล้าสมัยสักหน่อย คือ มีมือถือ ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร เพื่อรับและส่งข้อมูลจากการใช้ทั้งโทร.ออกและรับสายก็เพียงพอแล้ว หากจะดูทีวีก็จะดูจอใหญ่ที่บ้าน ถ้าจะฟังเพลงก็จะฟังจากเครื่องเสียงที่บ้านจะไพเราะกว่า หรือหากจะถ่ายรูปก็ถ่ายจาก กล้องถ่ายรูปเพราะจะได้รูปที่สวยงามกว่าชัดมากกว่า

ทำไมต้องมาเสียเงินซื้อโทรศัพท์ที่ราคาแพง ก็เพราะว่า ยังไงเสีย คนเรามักจะมีความสุขที่ได้จ่ายเงินหรือซื้อสินค้า แต่ถ้าบอกว่าให้ออกไปขายบ้าง คนมักจะนึกว่ามันฝืนความรู้สึกของเขาเพราะเขาคิดว่าการออกไปขายสินค้านั้น เหมือนกับว่าไปขอความช่วยเหลือจากลูกค้า

หรือบางคนอาจจะคิดว่าการเป็นนักขายนั้น เป็นคนไม่มีเกียรติมักจะถูกคนหรือลูกค้าขับไล่เหมือนหมู เหมือนสุนัข แต่ในความเป็นจริงแล้วการขายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีรายได้แบบไม่จำกัดขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเอง เพราะเป็นอาชีพที่สุจริตมีสังกัด ไม่เหมือนเมื่อก่อนถ้าย้อนหลังไปสัก 20 ปี

เพราะปัจจุบันการพัฒนาทั้งทางด้านความรู้ ด้านอุปกรณ์ช่วยขาย รวมทั้งสินค้ามีการพัฒนามากยิ่งขึ้น คือ สามารถสาธิตให้เห็นกันเหมือนเล่นมายากล อย่างไงอย่างนั้นแหละ

องค์ประกอบสำคัญ คือ ลูกค้าก็มีการพัฒนาทัศนคติที่ดีขึ้นด้วยเพราะสินค้าบางชนิดจากการขายโดยนักขายมักจะได้รับการบริการที่ดีกว่าการไปเลือกซื้อสินค้าที่ห้างต่างๆ เท่านั้นยังไม่พอถ้าใช้ดีแล้วมีการต่อหรือแนะนำให้เพื่อนใช้ด้วย ยังได้รายได้อีก สุดท้าย เครือข่ายของเราก็เติบโตโดยไม่รู้ตัว อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าถามว่าจะมาเริ่มต้นใหม่ถามว่าจะทันเพื่อนหรือไม่ คำตอบ ก็คือ จะเริ่มเมื่อไหร่ก็สามารถวิ่งทันกันได้ ไม่มีข้อแม้ คนที่มาทีหลังอาจวิ่งแซงได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจมุ่งมั่น แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกคนซื้อมีมากมาย คนขายมีน้อยนิด เพราะมัวแต่ตั้งหลักอยู่นั่นเอง