วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรคบ้างาน ภัยสำหรับคนทำงานออฟฟิค

ท่ามกลางการแข่งขันของสังคมไทยในยุคปัจจุบันทำให้คนเราต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ที่พอเพียงสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวหรือสร้างครอบครัวใหม่บางคนถึงกบต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เพราะมีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น บ้าน รถ ฯลฯ และจากการทำงานที่หนักขึ้นอาจกำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพกายและใจได้โดยไม่ รู้ตัวจนส่งผลให้บุคคลนั้นมีอาการของ "โรคบ้างาน"

โรคออฟฟิศซินโดรม หรือ โรคบ้างาน ปัจจุบันโรคนี้จะพบมากขึ้นในคนไทยซึ่งแต่เดิมที่จะพบแค่ในผู้ชายญี่ปุ่เท่า นั้นซึ่งเรียกว่าโรค Workaholic หรือโรคติดงาน

คนที่ชอบทำงานหนัก หากได้ยินชื่อโรคนี้อาจจะตื่นตระหนกได้ แต่ความจริงแล้วโรคออฟฟิศซินโดรมหรือบ้างานนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและน่ากลัวอย่างที่คิด เป็นแค่เพียงภาวะทางจิตอย่างหนึ่งเท่านั้นแต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลอาจจะก่อให้เกิดโรคทางร่างกายตามมา

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างาน เดิมทีจะพบมากในผู้ชายญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ทุกวันนี้พบในสังคมไทยแล้วและจากการสำรวจประชากรวัยแรงงานหรือวัยทำงานของประเทศไทยพบว่ามีจำนวนถึงร้อยละ 67 ของจำนวนประชากรทั่วประเทศซึ่งจะส่งผลให้โรคนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น และอาจกลายเป็นภัยที่คุกคามสุขภาพได้ หากใช้ชีวิตในวัยทำงานอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สามารถพบได้ทั้งชายและหญิง เพราะทุกวันนี้ผู้หญิงไทยออกไปทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น เนื่องมาจากสังคมไทยมีการแข่งขันกันสูง การให้ฝ่ายชายไปทำงานนอกบ้านฝ่ายเดียวอาจจะไม่พอรายจ่ายภายในครอบครัว โรคบ้างานจะพบได้มากโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน เอาจริงเอาจังในทางจิตวิทยาเกิดจากพฤติกรรมของคนที่ชอบทำงานเยอะและมีความสุขจากการทำงานซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการเสพติดงาน มีจิตใจคิดวนเวียนอยู่กับการทำงาน

"อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้จากโรคนี้ได้แก่ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดท้ายทอย สายตาพร่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายจนกลายเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ กระเพาะอาหาร และโรคร้ายแรงอื่นได้ และถ้าสังเกตภาวะอารมณ์ของผู้ที่มีอาการของโรคบ้างานจะกลายเป็นคนที่มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด เกี้ยวกราดกับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยไม่เหมือนเดิมจะให้ความสนใจแต่เฉพาะในเรื่องของการทำงานจนกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว

ส่วนสัญญาณเตือนของโรคบ้างานสามารถสังเกตตัวเองและคนใกล้ชิดว่าทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า และคอยสังเกตซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เช่น การสังเกตการสื่อสารซึ่งกันและกัน การแสดงออกทางการพูดจา ว่ามีอาการชักสีหน้า อารมณ์ฉุนเฉียวเข้าหากันหรือเปล่าเหล่านี้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนของโรคบ้างานได้"

"เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวจากการทำงานซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยแล้วในเบื้องต้นต้องตระหนักรู้ด้วยว่าอาจจะต้องมีการปรับเป้าหมายในชีวิตใหม่ วางแผนในชีวิตใหม่ ชะลอความต้องการความอยากได้ไว้ก่อนและที่สำคัญที่สุดก็คือการตระหนักรู้ร่วมกันภายในครอบครัว เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ไขที่ดีสุด"

โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างาน สามารถการป้องกันและรักษาได้ด้วยตนเองหากไม่มีการดูแลรักษาอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงได้....

นพ.วชิระ ยังกล่าวอีกว่า โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ต้องดูแลรักษาหากไม่ตระหนักรู้ดูแลรักษาแล้วจะก่อให้เกิดโรคทางร่างกายตามมา อาทิ เช่น เบาหวาน ความดัน เก๊าท์ ไตวาย อัมพาต ถุงลมโป่งพอง ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมการกินไม่มีเวลาออกกำลังกายเพราะมีภาระหน้าที่ต้องทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงและชาย โดยอาจเกิดขึ้นจากความเจ็บปวดของเส้นประสาท ทำให้ลดความรู้สึกลง หรือระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย

แนวทางการป้องกันรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมสามารถนี้ทำได้เพียงแค่ "ปรับพฤติกรรมการทำงานเสียใหม่ โดยมีสัดส่วนเวลาการทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน ในเวลาทำงานควรมีการผ่อนคลายพักหาวิธีการผ่อนคลายเช่นหลับตา หายใจลึกสักพัก ระหว่างเวลาทำงาน 1 ชั่วโมง เราควรใช้สมอง 45 นาทีแล้วพัก 10-15 นาที ควรทำอย่างนี้ทุกชั่วโมง การปรับเวลาเหล่านี้ควรเป็นไปตามสัดส่วนที่ธรรมชาติร่างกายต้องการโดยไม่จำเป็นต้องไปปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าหนักไม่ไหวแล้วจริงก็สามารถโทรขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือปรึกษาคลินิกคลายเครียดที่มีอยู่ในหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิตได้ แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่พบรายงานว่ามีคนทำงานที่เป็นโรคบ้างานถึงขั้นเบรกแตก ควบคุมตัวเองไม่ได้ส่วนใหญ่จะรู้ตัวก่อน" นพ.วชิระ กล่าว

โรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานเป็นภาวะทางจิตสามารถป้องกันรักษาโดยลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดีหากรู้ถึงสาเหตุของโรคที่เกิดจากการทำงาน และปรับปรุงให้เหมาะสม ปัญหาที่เกิดจากการทำงานก็ลดน้อยลงหรือพยายามมองชีวิตว่าไม่มีแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว ควรจัดเวลาในแต่ละวันให้มีกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง ให้ความสำคัญในเรื่องครอบครัวและเรื่องทำงานให้ควบคู่และสมดุลกัน และที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเองและรู้ถึงสาเหตุของโรคที่เกิดจากการทำงานและ ปรับปรุงให้เหมาะสม ปัญหาที่เกิดจากการทำงานก็ลดน้อยลงซึ่งจะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรมหรือโรคบ้างานได้อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Getty Images

ช้าไปหรือไม่ถ้าจะเป็นนักขายตอนนี้?

คำตอบคือ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับอาชีพนักขาย ที่เราจะเริ่มต้น อย่างที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วว่า การเป็นนักซื้อกับการเป็นนักขายมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

เรียกได้ว่า คุณสมบัติทั้งสองประการนี้มีอยู่ในคนเราทุกคนมักจะแสดงออกจากการเป็นผู้ซื้อมากกว่า เนื่องจากทัศนคติเกี่ยวกับการขายนั้นยังไม่ดี ลองนึกดูเล่นๆ ว่าถ้าทุกคนเป็นนักซื้อหมดไม่มีนักขายเลยอะไรจะเกิดขึ้น

สินค้าต่างๆ คงต้องมาแย่งกันซื้อผู้ผลิตสินค้าหรือโรงงานก็เล่นตัว

ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วคนที่เป็นนักขายก็เป็นผู้ซื้อด้วย และคนที่เป็นนักซื้อก็เป็นนักขายด้วย (แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้น)

ทำไมคนจึงชอบซื้อมากกว่าชอบขาย?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ ความต้องการที่เกิดจากความจำเป็นต้องใช้สินค้านั้นๆ หรือความต้องการที่เกิดจากความอยาก หรือความต้องการที่เกิดจากการเอาอย่าง หรือความต้องการที่เพิ่มเสริมภาพพจน์ของตนเอง

สิ่งเหล่านี้จะไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนเรายังมีกิเลส หรือความอยากได้อยู่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ผมเองอาจเป็นคนล้าสมัยสักหน่อย คือ มีมือถือ ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร เพื่อรับและส่งข้อมูลจากการใช้ทั้งโทร.ออกและรับสายก็เพียงพอแล้ว หากจะดูทีวีก็จะดูจอใหญ่ที่บ้าน ถ้าจะฟังเพลงก็จะฟังจากเครื่องเสียงที่บ้านจะไพเราะกว่า หรือหากจะถ่ายรูปก็ถ่ายจาก กล้องถ่ายรูปเพราะจะได้รูปที่สวยงามกว่าชัดมากกว่า

ทำไมต้องมาเสียเงินซื้อโทรศัพท์ที่ราคาแพง ก็เพราะว่า ยังไงเสีย คนเรามักจะมีความสุขที่ได้จ่ายเงินหรือซื้อสินค้า แต่ถ้าบอกว่าให้ออกไปขายบ้าง คนมักจะนึกว่ามันฝืนความรู้สึกของเขาเพราะเขาคิดว่าการออกไปขายสินค้านั้น เหมือนกับว่าไปขอความช่วยเหลือจากลูกค้า

หรือบางคนอาจจะคิดว่าการเป็นนักขายนั้น เป็นคนไม่มีเกียรติมักจะถูกคนหรือลูกค้าขับไล่เหมือนหมู เหมือนสุนัข แต่ในความเป็นจริงแล้วการขายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีรายได้แบบไม่จำกัดขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเอง เพราะเป็นอาชีพที่สุจริตมีสังกัด ไม่เหมือนเมื่อก่อนถ้าย้อนหลังไปสัก 20 ปี

เพราะปัจจุบันการพัฒนาทั้งทางด้านความรู้ ด้านอุปกรณ์ช่วยขาย รวมทั้งสินค้ามีการพัฒนามากยิ่งขึ้น คือ สามารถสาธิตให้เห็นกันเหมือนเล่นมายากล อย่างไงอย่างนั้นแหละ

องค์ประกอบสำคัญ คือ ลูกค้าก็มีการพัฒนาทัศนคติที่ดีขึ้นด้วยเพราะสินค้าบางชนิดจากการขายโดยนักขายมักจะได้รับการบริการที่ดีกว่าการไปเลือกซื้อสินค้าที่ห้างต่างๆ เท่านั้นยังไม่พอถ้าใช้ดีแล้วมีการต่อหรือแนะนำให้เพื่อนใช้ด้วย ยังได้รายได้อีก สุดท้าย เครือข่ายของเราก็เติบโตโดยไม่รู้ตัว อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าถามว่าจะมาเริ่มต้นใหม่ถามว่าจะทันเพื่อนหรือไม่ คำตอบ ก็คือ จะเริ่มเมื่อไหร่ก็สามารถวิ่งทันกันได้ ไม่มีข้อแม้ คนที่มาทีหลังอาจวิ่งแซงได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจมุ่งมั่น แล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกคนซื้อมีมากมาย คนขายมีน้อยนิด เพราะมัวแต่ตั้งหลักอยู่นั่นเอง

10 สินค้ามาแรงสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม

การทำธุรกิจวันนี้จะเดินตามแนวแบบเดิมๆ คงไม่ได้ เมื่อโลกเปลี่ยนไป รสนิยมของคนในสังคมก็เปลี่ยนตาม ยิ่งมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาโลกร้อน ปัจจัยในการซื้อสินค้าก็เลยมีความสลับซับซ้อนกว่าในอดีตค่อนข้างมาก

เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจทำธุรกิจกับคนรุ่นใหม่ เลยมีช่องทางดีๆ สำหรับ 10 สินค้ามาแรงแห่งทศวรรษ นี้มาฝากกัน

1.สินค้าอเนกประสงค์ (All-In-One) คือสินค้าที่มีคุณสมบัติการทำงานที่หลากหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือที่สามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูปที่มีเครื่องเสียงในตัว ซึ่งราคาอาจจะแพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ด้วยคุณประโยชน์ที่หลากหลายจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุน

2.สินค้าที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการประกอบ (Do it Yourself : DIY) เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับที่ประกอบเองได้ โดยผู้บริโภคแต่ละคนสามารถออกแบบหรือเลือกวัสดุมาประกอบได้เองตามใจชอบ ทำให้มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร

3.สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ท่ามกลางความเจริญเติบโตของไฮเทคโนโลยีทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับอดีต ซึ่งสินค้าดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ด้านความทันสมัยของเทคโนโลยีแต่มีการย้อนภาพแห่งอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุคแต่กลไกเป็นไมโครชิปที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณ แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบถ้วน เป็นต้น

4.สินค้าทำด้วยมือ (Handmade) เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้การผลิตสินค้าแทบไม่มีความแตกต่างกัน แต่สินค้าแฮนเมดสามารถสร้างจุดขายเฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมากๆ

5.สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัด สินใจซื้อสินค้าคือรูปลักษณ์ภายนอกและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า

6.สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) เช่นการแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นซื้อจากเกษตรกร ในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม อาทิ กาแฟ โกโก้ กล้วย น้ำตาล ฝ้าย น้ำผึ้ง ดอกไม้ เป็นต้น ไม่มีการกดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็ก และสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น

7.สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ผู้บริโภคจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ได้รับมาตรฐาน ISO 14000, Carbon Footprint เป็นต้น

8.สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) เนื่องจากผู้บริโภคยุคปัจจุบันต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีความหลากหลายและอร่อย ทำให้อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง ได้รับความนิยมอย่างมาก

9.สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Funtional Food) ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดที่รุนแรงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมี หรือน้ำมันพืชที่ผลิตจากเมล็ดดอกทานตะวัน รวมทั้งตลาดเครื่องดื่มบำรุงร่างกายที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก บำรุงสมอง ลดความเครียด ขยายความนิยมอย่างต่อเนื่อง

10.สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ชาวยุโรปเชื่อว่า การดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดีจะช่วยส่งผลให้อาหารมีคุณภาพดีตามไปด้วย ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ต้อง ไม่แออัด การขนส่งและการฆ่าที่ต้องไม่ให้สัตว์ทรมาน และไม่ให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ บางรายการผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้น