วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

แนะเทคนิค "สร้างกำลังใจ" ในวันหดหู่

หากท่านผู้อ่านหรือคนใกล้ตัวของท่านผู้อ่านกำลังมีปัญหาด้านการเงิน สุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ปวดหัวกับข้อสอบโอเน็ต และตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังกับตัวเอง วันนี้ ทีมงานเราพบเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณหรือคนที่คุณรักผ่านพ้นกับสถานการณ์อันเลวร้ายดังกล่าวนี้ได้ค่ะ ซึ่ง 9 เทคนิคที่ว่านั้นจะมีอะไรบ้าง ลองไปติดตามกันดูค่ะ

1. อย่าโทษตัวเอง

นำข้อนี้มาวางไว้เป็นข้อแรก เพราะการโทษตัวเองเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้ซึ่งเผชิญหน้ากับความผิดหวัง - ความเศร้าหมองมักทำก่อนข้ออื่น ๆ ดังนั้น หากสามารถเลิกโทษตัวเองได้ คน ๆ นั้นก็จะสามารถก้าวข้ามความตึงเครียดที่เผชิญอยู่ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น หากผู้ที่กำลังทุกข์มองว่าภาวะดังกล่าวก็ไม่แตกต่างจากการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็ง ที่ต้องการการปรับปรุงเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือมุมมองก็จะทำให้เขารับมือกับภาวะซึมเศร้านี้ได้ง่ายมากขึ้น

2. หาใครสักคนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ

แม้ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจะไม่เหมือนกับอาการขาหัก - แขนหักที่ทุกคนมองเห็นและพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ในยามนี้ การมีใครสักคนให้เราได้ปรึกษาสามารถช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นเร็วกว่าการเก็บความทุกข์เอาไว้กับตัวเองคนเดียวอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี การจะหาคนปรึกษาในยุคนี้อาจต้องทำความเข้าใจด้วยว่า คนบางคนก็ไม่พร้อมจะรับฟังและให้การสนับสนุนคุณ แถมบางครั้งอาจไม่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นเสียอีก ในกรณีนี้ ลองมองหาคนสนับสนุนที่สามารถให้ความรักคุณได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เช่น พ่อแม่ สามี-ภรรยา หรือเพื่อนสนิทที่รู้จักนิสัยคุณดีมาเป็นผู้รับฟัง เพราะเขาเหล่านั้นอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตคน ๆ หนึ่งจะพึงมี

3. เลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน

หากตอนนี้คุณมีอาการซึมเศร้าอยู่และต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญ คำแนะนำที่จำเป็นก็คือ พยายามเลื่อนการตัดสินใจนั้นออกไปก่อน เพราะความรู้สึกหดหู่สามารถส่งผลกระทบต่อมุมมองและการตัดสินใจของตัวบุคคลนั้น ๆ ให้เป็นไปในแง่ลบได้ ดังนั้น การรีบตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ หรือเรื่องสำคัญในตอนนี้ดูจะไม่เป็นผลดีมากนัก เพราะอาจทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลงกว่าที่ควรจะเป็น จึงควรยืดการตัดสินใจต่าง ๆ ออกไปจนกว่าจิตใจของคุณจะดีขึ้น

แต่หากการตัดสินใจนั้นต้องทำโดยเร่งด่วน หรือไม่สามารถผัดผ่อนออกไปได้ ก็ควรขอคำแนะนำจากกัลยาณมิตร หรือคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเพื่อพิจารณาร่วมด้วย จะช่วยให้การตัดสินใจนั้น ๆ เกิดขึ้นบนมุมมองที่มีความหลากหลายมากขึ้น

4. ยิ่งเศร้าหมองยิ่งต้องดูแลสุขภาพ

อาจเป็นเรื่องยากที่จะฉุดคนไม่มีกำลังใจให้ลุกไปออกกำลังกาย แต่ถ้าหากจะปล่อยให้ความเศร้าเข้ายึดครองพื้นที่ทุกมุมของชีวิตก็คงเปรียบเหมือนการไม่ยอมแก้ไขให้สถานการณ์ที่น่าหนักใจนี้พ้นผ่านไป การหมั่นออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้อาการเศร้าหมองในชีวิตผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

5. ปฏิบัติหน้าที่ตามกิจวัตรประจำวัน

การที่ปล่อยตัวเองจมอยู่กับความเศร้า และละเลยกิจวัตรประจำวันอาจทำให้ชีวิตของคุณดูแย่มากขึ้น จะดีกว่าหากยังคงทำสิ่งต่าง ๆ นั้นต่อไป เช่น ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ให้อาหารสุนัข รดน้ำต้นไม้ เพราะหากคุณมีสมาธิจดจ่อกับงานต่าง ๆ ที่ทำจะช่วยให้ลืมเรื่องที่ทำให้สิ้นหวัง - โศกเศร้าลงได้บ้าง

6. นอนหลับ

ความเครียดกับความเศร้าก็เหมือนไก่กับไข่ ที่บางครั้งความเครียดก็มาเยี่ยมเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ และบางครั้งเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอก็นำมาซึ่งความเครียด หากตอนนี้ทุกอย่างเข้ามารุมเร้าเยอะจนรับมือไม่ไหว การหยุดทุกอย่างเอาไว้แล้วนอนหลับพักผ่อนไปก่อนก็จะช่วยให้สภาพจิตใจหลังจากตื่นขึ้นมาดีขึ้น และมีสติไตร่ตรองมากขึ้น

7. อย่าทำจนเกินตัว

หลายครั้งที่คนเราจะเกิดความเครียดเพราะต้องรับมือกับหลายสิ่งหลายอย่างมากจนเกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ คำแนะนำในข้อที่ 7 คือการมองภารกิจเหล่านั้นให้เล็กลง พยายามไม่รับงานเพิ่มเข้ามา จากนั้นก็ค่อย ๆ สะสางงานเก่า ๆ ที่ค้างอยู่ให้หมดไป หรือลองแบ่งงานชิ้นใหญ่ ๆ ให้มีขนาดเล็กลง ทำไปทีละชิ้น ๆ จนครบ ก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้เช่นกัน

นอกจากนั้น การยอมรับความสามารถของตัวเองในช่วงที่เกิดอาการเครียด - หดหู่ว่าไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนช่วงที่สมองปลอดโปร่งก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ลองลดความคาดหวังกับตัวเองลงเหลือสัก 75 - 80 ปอร์เซ็นต์ดูบ้างก็คงไม่ผิดกระไร เพราะความเครียดนี้ก็เป็น

8. ทานอาหารที่มีประโยชน์

อาหารที่เราทุกคนรับประทานเข้าไป นอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายแล้วยังส่งผลต่อสมองอีกด้วย ดังนั้น ยิ่งอยู่ในภาวะหดหู่ก็ยิ่งสมควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ดี บำรุงเลี้ยงสมองให้คิดแต่สิ่งดี ๆ ได้

9.หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่พบปัญหาในชีวิต แล้วหันไปพึ่งยาเสพติด เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หวังว่าการพึ่งพายาเสพติดเหล่านั้นจะช่วยให้จิตใจกลับมาดีได้ดังเดิม แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้อาการซึมเศร้าต่อเนื่องยาวนานมากกว่าเดิมแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายในระยะยาวด้วย เพราะจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน หรือหากเสพเป็นประจำจนติดเป็นนิสัยก็ยังมีผลเสียต่อหน้าที่การงานด้วย

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

เผย 6 กลยุทธ์กับดักชวนแม่บ้าน "ช้อปกระหน่ำ" ในซูเปอร์ฯ





ขอบคุณภาพประกอบจากยาฮู
เมื่อกล่าวถึงการ "เดินตลาด" เพื่อจับจ่ายซื้อหาอาหาร - ของใช้ที่ต้องการในครัวเรือน คงต้องยอมรับว่า มีพ่อบ้านแม่บ้านจำนวนไม่น้อยหันไปนิยมเดินจับจ่ายซื้อของกันในตลาดยุคใหม่ติดแอร์เย็นฉ่ำ หรือที่เราเรียกกันว่าซูเปอร์มาร์เก็ต - ห้างดิสเคาต์สโตร์กันมากขึ้น เพราะมีสินค้ามากมายหลายชนิดให้เลือกซื้อ อีกทั้งอากาศก็เย็นสบาย แถมมีรถเข็นคันโตคอยให้บริการ

แต่ขึ้นชื่อว่าซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะแบรนด์ที่มาจากต่างชาติที่มาเปิดตลาดบ้านเราและมุ่งหวังกำไรสูงสุดนั้น ย่อมมีแผนการตลาดที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ทางเว็บไซต์ yahoo.com จึงนำเทคนิคดึงดูดใจเหล่าคนซื้อที่ได้ผลดีของห้างซูเปอร์มาร์เก็ตเหล่านั้นมาเผยแพร่ให้ได้ทราบกัน เพื่อที่ว่าบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านจะได้ไม่หลงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ จนเงินหมดกระเป๋าไวกว่าที่ควรค่ะ

กับดักที่ 1 ประตูทางเข้ากับ "Chill Zone"

ก่อนเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต หากสังเกตสักนิดจะพบว่า ส่วนมากแล้วสินค้าที่วางในบริเวณทางเข้าจะเป็นสินค้าประเภท "หย่อนใจคลายอารมณ์" โดยอาจจะมีภาพยนตร์ดีวีดี สินค้าที่เหมาะสำหรับการจัดงานเลี้ยงฉลองช่วงสุดสัปดาห์ เช่น โซดา น้ำอัดลม วางอยู่ ไม่ก็เป็นสินค้าใหม่เอี่ยมอ่อง ชวนให้มีกิจกรรมทำช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มาวางล่อใจ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้อาจทำให้จิตใจของผู้ซื้อหวั่นไหวไขว้เขวได้โดยง่าย จนอาจลืมลิสต์สินค้าที่เตรียมเงินมาซื้อ

ทางเลี่ยงจ่ายเงินไปกับสิ่งล่อตาที่หน้าประตูทางเข้านี้อาจมีสองทาง ก็คือ ทำเมินไปเสีย และคิดว่าคุณกำลังทดสอบจิตใจตัวเอง หรือจะลองเดินเข้าไปดูสินค้าเหล่านั้นด้วยใจที่มีสติ และบอกตัวเองว่า หากคุณซื้อของในจุดนี้ไป ก็ต้องลดการซื้อของในจุดอื่น ๆ ลง เพื่อจะได้ไม่ใช้จ่ายเกินงบประมาณ

กับดักที่ 2 ระวังการซื้อผักผลไม้ที่หน้าทางเข้า

หากสังเกตจะพบว่ามีซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งนิยมนำผักผลไม้มาตั้งบูธไว้ที่หน้าทางเข้าออก ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า การนำผักผลไม้มาตั้งไว้ในจุดทางเข้า นอกจากจะดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อได้ดี ยังทำให้ผู้ซื้อเกิดความรู้สึกว่า ตนเองได้ซื้ออาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาแล้ว เมื่อเขาเดินลึกเข้ามาในซูเปอร์มาร์เก็ต และเห็นอาหาร - ของใช้อื่น ๆ ก็จะเกิดอาการ "ตามใจตัวเอง" ช้อปมากกว่าที่ควรได้ อีกประการหนึ่งคือ หากซื้อผักผลไม้เป็นอันดับแรก ๆ และแพ็คใส่รถเข็นแล้ว โอกาสที่ผักผลไม้เหล่านั้นจะช้ำจากการเสียดสีกับตะแกรงรถเข็นก็เป็นไปได้สูง ซึ่งทางเลี่ยงของกรณีนี้ก็คือ ควรเลือกซื้อผักผลไม้เป็นอันดับสุดท้ายของการจับจ่ายซื้อของ

กับดักที่ 3 ของดังฝังตัวอยู่กลาง ๆ

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางซูเปอร์มาร์เก็ตเตรียมไว้ล่อหลอกลูกค้าก็คือ การวางสินค้าขายดีเอาไว้บริเวณช่วงกลาง ๆ ของชั้นวางสินค้า ซึ่งทำให้ ผู้ซื้อต้องเดินผ่านสินค้าหลายชนิดถึงจะพบกับสินค้าขายดีที่ตนเองต้องการ และนั่นก็อาจทำให้สินค้าอื่น ๆ ได้มีโอกาสเผยโฉมให้ผู้บริโภคได้พิจารณากันมากขึ้นด้วย

ทางเลี่ยงไม่ให้ตกหลุมพรางของกลยุทธ์นี้ก็คือ การตั้งสติ และเดินเข้าไปซื้อเฉพาะสินค้าที่อยู่ในรายการ ดีกว่าการเดินเอื่อย ๆ ให้ความสนใจกับสินค้าทุกประเภทที่วางหลอกล่อเอาไว้

กับดักที่ 4 อย่าตื่นเต้นกับคำว่า "Special"

มีหลายคำที่ทางห้างนำมาใช้ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ เช่น ราคาพิเศษ, Shock!!, ลดพิเศษ, Special ฯลฯ เพื่อให้ผู้ซื้อหันมาสนใจไอเท็มนั้น ๆ มากขึ้น หลายครั้งที่คำพิเศษเหล่านี้ทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อโดยลืมพิจารณามูลค่าที่แท้จริงของสินค้าไปหน้าตาเฉย ทางเลี่ยงกับดักในข้อนี้ก็คือ การพิจารณาถึงมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าก่อนตัดสินใจ ตลอดจนการพิจารณาว่า มันจำเป็นต้องซื้อหรือไม่ หรือเราต้องการซื้อเพียงเพราะถูกคำว่า "Special" ดึงดูดใจเท่านั้น

กับดักที่ 5 ระวังบูธชิมสินค้าตัวอย่าง

เพราะกลยุทธ์นี้กระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายด้วยการให้ทดลองชิมอาหารนั้น ๆ พร้อมการเสนอขาย ซึ่งการชิมเพียงครั้งหนึ่ง แม้ว่าร่างกายคุณจะไม่หิวเลย แต่มันก็สามารถกระตุ้นให้คุณพร้อมสำหรับการรับประทานอาหารได้แล้ว และนั่นทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อตามมา ดังนั้น หากจะลองชิม ก็ไม่ควรรีบชิมเร็วจนเกินไป ควรเก็บมันเอาไว้จนกว่าจะเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วค่อยชิม

กับดักที่ 6 ระวังป้ายลดราคาที่ยื่นเด่นกว่าอันอื่น ๆ

พบกันบ่อยกับการติดป้ายลดราคาดึงดูดความสนใจให้ผู้ซื้อทราบว่า สินค้าตัวนี้กำลังลดราคา "พิเศษ" อยู่ ซึ่งการมีป้ายยื่นออกมาโดยเฉพาะนั้นก็ทำเพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็นของพ่อบ้านแม่บ้านนักช้อป แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะถูกกว่าเสมอไป ดังนั้นก่อนจะซื้อสินค้าเหล่านี้ ขอให้เปรียบเทียบราคากับสินค้าใกล้เคียงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ เพื่อให้ได้ของที่ดี และเหมาะสมกับราคานั้น ๆ ที่สุดค่ะ

อาจเป็นกับดักที่เราพบเห็นจนชินตา แต่ก็เชื่อว่ามีหลายคนอดเผลอใจให้กับสินค้าที่ใช้กลยุทธ์เหล่านี้ไม่ได้ อย่างไรก็ดี เรามีเทคนิคที่สามารถใช้รับมือกับกลยุทธ์ดังกล่าวมาฝากเช่นกัน จะเป็นอะไรนั้น ลองติดตามกันดูค่ะ

เทคนิคประหยัดงบจับจ่าย

1. อย่าช้อปตอนกำลังหิว เพราะการเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีกลิ่นเบเกอรี่อบใหม่หอม ๆ อาจทำให้อารมณ์หิวพลุ่งพล่าน และซื้อเกินความจำเป็นได้
2. ท่องเอาไว้ว่า ซื้อมากก็มีโอกาสทิ้งมาก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกผัก ซึ่งมีโอกาสเน่าเสียได้ง่าย
3. ไม่ควรพาลูกมาช้อปด้วย (หากสามารถฝากคนอื่นเลี้ยงได้)
4. ลองเปลี่ยนมาใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศที่มีคุณภาพมาตรฐานไม่แพ้สินค้าแบรนด์ดัง เพราะอาจได้ของที่มีราคาถูกกว่า

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

9 ความจริง ความเชื่อปราบเซียนสุขภาพ

9 ความเชื่อปราบเซียนสุขภาพ (Men’s Health)
เรื่อง Shannon Davis แปลและเรียบเรียง Dragon Booster

"9 ข้อเท็จจริง" เรื่องสุขภาพที่ใคร ๆ ก็รู้ แต่กลับเป็นแค่ความเชื่อผิด ๆ

ความเชื่อบางเรื่องก็จับไต๋ได้ง่าย ๆ อย่างความเชื่อเกี่ยวกับเทพอาตุของชาวอียิปต์ ผู้ให้กำเนิดชีวิตด้วยอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ แต่ความเชื่ออื่น ๆ โดยเฉพาะความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่พลังของเทพอียิปต์ อาจจับไต๋ได้ยากกว่านิดหน่อย และอาจเป็นอันตราย หากความเชื่อนั้นคือวิธีรักษาสุขภาพที่เรายึดถือมาโดยตลอด

อย่างเรื่องของการยึดกล้ามเนื้อก่อน การแข่งขัน ซึ่งไม่อาจช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังได้ดีไปกว่าการ หวังพึ่งแต่กระจับ แต่เมื่อตอนก่อนหน้านี้ แค่เพียงไม่กี่ปี หนุ่ม ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ยังชอบยืดกล้ามเนื้ อและต้องเจ็บตัวเพราะหลงเชื่อถือวิธีผิด ๆ นี้

เอาล่ะ ผมจะชี้ทางสว่างให้คุณเอง ผมนี่แหละจะทำให้คุณต้องเปลี่ยนความเชื่อใหม่ และมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เราจะลบล้าง 9 ความเชื่อปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเป็นจริงจะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นอย่างไรบ้าง เริ่มเลยนะครับ

ความเชื่อ : การกินอาหารที่มีกากใยสูง จะป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ไม่ใช่ครับ ถึงคุณจะกินกระทั่งต้นสน ลูกสนและทุกส่วนที่เหลือ ก็ยังป้องกันไม่ได้ การวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of the National Cancer Institute พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าผู้รับการทดสอบจะบริโภคกากใย 10-27 กรัมต่อวัน หรือเยอะแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยลดโอกาสเสี่ยง ที่จะเกิดติ่งเนื้อในระยะก่อนเป็นมะเร็งได้ "สมมติฐานเรื่องกากใยนี่ ได้มาจากการศึกษาด้านระบาดวิทยาสมัยก่อนน่ะครับ" นพ.เจมส์ อี. แอลลิสัน ศาสตราจารย์ด้านเวชกรรมที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโก กล่าว "เขาสันนิษฐานกันว่า อาหารที่มีกากใยสูงจะเดินทางผ่านลำไส้โดยใช้เวลาที่น้อยกว่า ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ร่างกายจะได้รับสารก่อมะเร็ง"

- ความ จริง: กินอาหารที่มีกากใยสูงต่อไปนะครับ เพราะจะช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันโรคเบาหวาน แต่อย่าหวังว่าจะทำให้ลำไส้ใหญ่ของคุณปลอดมะเร็งได้ ถ้าอยากหลีกเลี่ยงโรคนี้คุณต้องกินกรดโฟลิค เพราะมีผลวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า วิตามินบีชนิดนี้ช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่ผู้ชายเราจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตทระบุว่า ลดได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ถ้าวิตามินรวม (หรือซีเรียล) ที่คุณกินมีกรดโฟลิคไม่ถึง 400 ไมโครกรัม คุณก็ซื้อยี่ห้ออื่นที่มีปริมาณเท่านั้นมากินแทนสิครับ

ความ เชื่อ: เบอร์เกอร์ถั่วเหลืองดีต่อสุขภาพมากกว่าเบอร์เกอร์เนื้อ

ปัญหาของความเชื่อนี้คือ ถั่วเหลืองทุกรูปแบบมีไฟโตเอสโตรเจน หรือเอสโตรเจนที่ได้จากพืช และถึงการมีฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ในร่างกายของเราบ้างจะปลอดภัย และถือว่าปกติดีด้วยซ้ำ แต่การมีฮอร์โมนเพศหญิงในรูปแบบที่ได้จากพืชในปริมาณสูง กลับไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่จริงแล้วทีมวิจัยออสเตรเลียพบว่า ผู้ชายที่เน้นการบริโภคถั่วเหลือง มีระดับเทสทอสเทอโรนต่ำกว่าผู้ชายที่ชอบกินเนื้ออย่างมีนัยสำคัญ และสำหรับความเชื่อที่ว่า เนื้อแดงจะทำให้หลอดเลือดแดงอุดตันนั้น การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Joumal of the American College of Nutrition ชี้ให้เห็นว่า การกินเนื้อไม่ติดมันช่วยลดระดับ LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) ได้ แถมยังช่วยเพิ่มระดับ HDL (คอเลสเตอรอลดี) ด้วย

- ความ จริง: เนื้อสะโพกบดที่มีไขมันแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ คือเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ที่ไร้มันที่สุดในท้องตลาด และน่าจะมีรสชาติแย่ที่สุดด้วย เพราะโดยทั่วไปแล้วไขมันที่น้อยลง มักจะแปลว่ารสชาติต้องแย่ลงด้วย ให้เลือกเนื้อหัวไหล่บดแทนซึ่งมีไขมัน 15 เปอร์เซ็นต์ และยังจัดว่าเป็นเนื้อไม่ติดมันด้วย และต้องเลือกถาดที่มี "น้ำ" ในถาดโฟมน้อย ๆ "มันมาจากน้ำในโมเลกุลของโปรตีนที่เรียกว่า "น้ำในรูปอิสระ" (Free Water) ซึ่งจะถูกขับออกมาเมื่อเก็บเนื้อไว้นาน ๆ น่ะครับ" ดร.ไมค์ เด ลา เซอร์ดา ผู้จัดการด้านคุณภาพเนื้อของ Texas Beef Council กล่าว "ยิ่งมีน้ำในรูปอิสระนองอยู่ในถาดมากเท่าไร เบอร์เกอร์ของคุณก็จะยิ่งชุ่มฉ่ำน่ากินน้อยลงเท่านั้น"

ความเชื่อ : แปะก๊วยทำให้ความจำคุณดีขึ้น

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสมุนไพร ซึ่งเป็นที่นิยมชนิดนี้มีกิตติศัพท์ว่าทำให้ฉลาด หลังจากที่การวิจัยทางการแพทย์บางชิ้นแนะนำว่า จะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น และก็ช่วยได้จริง ๆ ครับ แต่เฉพาะในกรณีของผู้ป่วยอัลไซเมอร์เท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ได้เป็น "เราไม่พบหลักฐาน เลยนะครับ ว่าแปะก๊วยจะมีผลใด ๆ ต่อความจำ หรือบทบาทในด้านของความคิดและสติปัญญา" ดร.พอล อาร์ โซโลมอน ผู้อำนวยการคลินิกความจำ ที่ศูนย์การแพทย์เซาท์เวสเทิร์นเวอร์มอนต์ กล่าว การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of the American Medical Association ทีมวิจัยของโซโลมอนพบว่า เมื่อให้ผู้ ที่กินแปะก๊วยในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และผู้ที่กินยาหลอก ทำแบบทดสอบ 14 ชุดที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความจำ ความสนใจและสมาธิ ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทั้งสองแต่อย่างใด "การวิจัยของเราไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้เลยว่า การกินแปะก๊วยจะช่วยได้" โซโลมอนกล่าว

- ความ จริง: งีบสัก 10 นาทีดีกว่า ทีมวิจัยชาวออสเตรเลียศึกษาผลของการงีบเป็นระยะเวลาแตกต่างกัน 3 ระยะ และพบว่ากลุ่มที่ได้งีบนาน 10 นาทีจะมีสมาธิดีกว่า และมีความจำที่แม่นยำมากกว่ากลุ่มที่เหลือ ถ้ายังรู้สึกงุนงงคงต้องไปพบแพทย์แล้วล่ะครับ เพราะคุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือความผิดปกติของการหายใจที่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งจะทำให้สมองไม่ได้รับการฟื้นฟูจากการนอนในช่วงหลับฝัน

ความ เชื่อ: สบู่ยาฆ่าเชื้อโรคใช้ดีกว่าสบู่ธรรมดา

ก็เหมือนกับอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง กับรังสีที่มีอำนาจทำลายล้างสูงนั่นล่ะ สบู่ยาหรือสบู่ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ก็แค่ดูจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีกว่าสบู่ธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง เพราะเชื้อโรคมันไม่เห็นความแตกต่างหรอก ในการศึกษาที่สนับสนุนเงินทุนโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ทีมวิจัยได้ขอให้แม่บ้านในนิวยอร์กซิตี้จำนวน 222 คน ล้างมือด้วยสบู่ยาและสบู่ธรรมดา จากนั้นได้ทำการสำรวจปริมาณแบคทีเรียที่มือของผู้หญิงกลุ่มนี้ ทั้งก่อนและหลังล้าง ซึ่งผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกันเลย "เราพบว่าสบู่ยาไม่ได้ มีภาษีเหนือกว่าเลยค่ะ" ดร.อีเลน ลาร์สัน ผู้เขียนหลักของงานวิจัยนี้ อธิบาย ที่ยิ่งน่าวิตกคือการล้างมือด้วยสบู่ยาอย่างเดียว อาจทำให้แบคทีเรียดื้อต่อสารฆ่าเชื้อโรค ซึ่งเป็นส่วนผสมของสบู่ก็เป็นได้

- ความ จริง: ถ้าจะฆ่าเชื้อโรคด้วยสบู่ธรรมดา คุณต้องล้างมือนาน ๆ หน่อย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำให้ถูมือนานอย่างน้อย 15 วินาที และถูให้นานเป็นพิเศษตรงบริเวณข้างใต้และรอบ ๆ เล็บ "นี่คือจุดที่มักจะมีแบคทีเรียสะสมอยู่มากที่ สุดครับ" หมอโฮวาร์ด ดอนสกี อาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานทางการแพทย์ ด้านโรคผิวหนังที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ กล่าว ส่วนตอนที่มือไม่ได้ดูสกปรกอะไรนัก คุณจะใช้เจลฆ่าเชื้อที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำความสะอาดมือแทน ก็ได้ โดยกดหรือบีบเจลออกมาจำนวนหนึ่ง และถูกมือนาน 30 วินาที แล้วทำซ้ำอีกครั้ง

ความเชื่อ : ยิ่งครีมกันแดดมีค่า SPF สูงเท่าไรก็ยิ่งดี

แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น ครับ "อัตราผลตอบแทนที่ได้จะลดลงน่ะครับ" นพ.ดร.มาร์ติน เวนสตอก ผู้อำนวยการกลุ่มที่ปรึกษาด้านมะเร็งผิวหนังของสมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน กล่าว ตัวเลขที่ได้คือ ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ช่วยป้องกันการแผดเผาของรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดได้ 93.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ป้องกันได้ถึง 96.7 เปอร์เซ็นต์ แต่พอค่า SPF เพิ่มเป็น 45 กลับป้องกันได้มากขึ้นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ (97.8 เปอร์เซ็นต์) และพอเพิ่มเป็น SPF 60 ก็ป้องกันได้มากขึ้นแค่ 0.5 เปอร์เซ็นต์ (98.3)

- ความ จริง: การป้องกันที่เพิ่มขึ้นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้จำเป็นอะไรเล ยหากคุณไม่มีประวัติครอบครัวในเรื่องของโรคมะเร็งผิวหนัง หรือดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มผิวไหม้ง่าย คือผิวขาว ผมแดงหรือบลอนด์ ตาสีเขียวหรือฟ้าและตกกระ "การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ซ้ำตลอดทั้งวัน คือวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะทำได้ ขอแค่โปะลงไปให้เยอะ ๆ เป็นพอ" ดร.เวนสตอกกล่าว ที่สำคัญพอ ๆ กันคือ คุณต้องดูให้แน่ใจว่าครีมที่เลือกมีพาร์ชอล 1789 (หรืออะโวเบนโซน) ซิงค์ออกไซด์ หรือไทเทเนียมไดออกไซด์ซึ่งทำให้อนุภาคเล็กลง เพราะสารประกอบพวกนี้จะช่วยป้องกันรังสียูวีเอที่มีอานุภาพร้ายแรง ซึ่งครีมกันแดดบางยี่ห้อไม่สามารถป้องกันได้

ความเชื่อ : มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นมะเร็งเต้านม

ผู้ชายไม่มีเต้านมนี่นา ดังนั้นผู้ชายจึงไม่น่าจะเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่เราก็เป็นกัน โดยมีจำนวนผู้ป่วยใหม่ปีละ 1,500 ราย (และมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคนี้ถึงปีละ 400 คน) "ปัญหาสำคัญที่สุดคือ ผู้ชายส่วนใหญ่ และแม้กระทั่งหมอหลาย ๆ คนก็ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้" นพ.ชารอน เอช. จิออร์ดาโน ศาสตราจารย์ด้านมะเร็งเต้านมวิทยาที่ศูนย์มะเร็งเอ็ม.ดี.แอนเดอร์สันใน เทกซัส กล่าว "พวกผู้ชายไม่สนใจก้อนเนื้อ ขณะที่ผู้หญิงรู้ดีว่ามันคืออะไร" และพวกผู้ชายก็ยังไม่เข้าใจด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ คืออายุ (60 ปีขึ้นไป) ประวัติครอบครัวว่าเคยมีคนเป็นโรคนี้ (ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องเพศชายหรือเพศหญิง) และโรคอ้วน (น้ำหนักที่มากเกินไปจะเป็นผลร้ายต่อระดับฮอร์โมนของผู้ชาย)

- ความ จริง: ถึงจะมีปัจจัยเสี่ยงแค่อย่างเดียว คุณก็ควรจะตรวจหาก้อนเนื้อด้วยตัวเองทุก 3 เดือน โดยทำตอนอาบน้ำ "ให้คุณใช้ปลายนิ้วคลำที่บริเวณใต้หัวนมและรอบ ๆ หน้าอกเพื่อหาดูว่ามีก้อนเนื้อแปลก ๆ บ้างหรือเปล่า" ดร.จิออร์ดาโนบอก "ก้อนเนื้อที่ว่านี้จะเป็นก้อนเล็ก ๆ แข็ง ๆ เหมือนกับปมเชือกหรือเมล็ดถั่ว" และไม่ว่าจะพบก้อนเนื้อหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีของเหลวหรือเลือดไหลออกมาจากหัวนม ก็คงต้องให้คุณหมอส่งตัวคุณไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมในเพศชาย แล้วล่ะ

ความเชื่อ : แอโรบิกคือ การออกกำลังกายเพียงแบบเดียวที่จะช่วยคงความแข็งแรงของหัวใจ

ไม่ว่าใครจะชักจูงให้คุณคิดอย่างไร การยกเวตก็อาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน ในการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายจำนวน 44,000 คน ทีมวิจัยของฮาร์วาร์ดพบว่า คนที่ยกเวตสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 30 นาที มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ยกเวตเลยถึง 23 เปอร์เซ็นต์ "การยกเวตจะช่วยเพิ่มมวล กล้ามเนื้อ และอัตราเมทาบอลิซึมขณะหลับ ซึ่งทั้งคู่มีส่วนช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ" นพ.มิเฮลา ทานาเซสคูหนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษา กล่าว "มันยังทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น และดื้ออินซูลินน้อยลง ซึ่งจะทำให้โอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลงไปอีก"

- ความ จริง: ถ้าคุณยกเวตอยู่แล้ว ก็ต้องยกในระดับหนักขึ้น (ทางเลือกหนึ่งคือแบบซูเปอร์เซ็ต ซึ่งเป็นการจับคู่การยกเวตสองชุดที่เน้นกล้ามเนื้อคนละกลุ่ม) ในการศึกษาเดียวกันของฮาร์วาร์ด ทีมวิจัยสังเกตได้ว่าการเพิ่มระดับความหนักของการยกเวตยังช่วยลดโอกาสเสี่ยง ที่จะเป็นโรคหัวใจด้วย "การเพิ่มนี้ไม่เกี่ยวกับประเภทของการยกเวตนะครับ" ดร.ทานาเซสคูบอก "และถึงเราจะไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้กัน ผมคิดว่าการยกเวตเกินสัปดาห์ละ 30 นาที จะเป็นผลดีมากขึ้นด้วย"

ความ เชื่อ: ค่า PSA ตั้งแต่ 4 ขึ้นไป หมายถึงมะเร็งต่อมลูกหมาก

นั่นคือสิ่งที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะบางคน ทำให้เราเชื่อ "ผู้ชายส่วนใหญ่คิดว่า ระดับ PSA ที่สูงขึ้นหมายถึงมะเร็งต่อมลูกหมากเท่านั้น" ดร.วิลเลียม คาทาโลนา ศาสตราจารย์ด้านระบบทางเดินปัสสาวะที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ กล่าว "แต่การบาดเจ็บหรือการอักเสบ อาจทำให้ PSA ซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบ ๆ (ของต่อมลูกหมาก) ซึ่งเป็นจุดที่ตรวจพบได้ในกระแสเลือด" จริง ๆ แล้วทุกสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อแบคทีเรียไปจนถึงการขี่จักรยานนาน ๆ อาจทำให้ระดับ PSA เพิ่มขึ้นเล็กน้อยได้ทั้งนั้น

- ความ จริง: ค่า PSA ระหว่าง 4 ถึง 10 เป็นช่วงที่วินิจฉัยแน่นอนไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน วิธีเดียวที่จะยืนยันได้ว่าเป็นมะเร็งคือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แต่เดี๋ยวนี้แพทย์สามารถที่จะยืนยันผลโดยตรวจวัดค่า complexed PSA ซึ่งเป็นการตรวจที่ดร.คาทาโลนาบอกว่าใช้วัดค่า PSA ที่มีรูปแบบของโมเลกุลแตกต่างออกไป "นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะใช้ตัดสินว่า ค่า PSA เพิ่มขึ้นเพราะมะเร็งหรือภาวะที่ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงอะไร" ถึงจะวัดค่า PSA ได้แค่ 2.5 คุณก็น่าจะขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะตรวจวัดค่า complexed PSA ให้ด้วย

ความเชื่อ : มีเพียงคนแก่เท่านั้นที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ส

ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คุณคิดว่าตัวเองรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์สไปได้เลย ในแต่ละปีร้อยละ 5 ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส จำนวนสี่ล้านคนคือคนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์สชนิดที่พบในคนอายุน้อย และมันก็จู่โจมกระทั่งคนวัย 30 และ 40 ปี "อาการของโรคนั้นไม่ ได้แตกต่างจากอัลไซเมอร์สชนิดที่พบในคนสูงอายุเลยครับ" ดร.บิล ทายส์ รองประธานฝ่ายกิจการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของสมาคมอัลไซเมอร์ส กล่าว "ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ คนที่ต้องทนทุกข์กับโรคอัลไซเมอร์สชนิดที่พบในคนอายุน้อย ยังคงต้องทำงานและพยายามหาเลี้ยงครอบครัวอยู่"

- ความ จริง: "ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ ประวัติครอบครัวที่ชัดเจน (มีสมาชิกที่เคยเป็นอัลไซเมอร์สชนิดที่พบในคนสูงอายุ หรือชนิดที่พบในคนอายุน้อย)" ทายส์บอก ถ้ามีญาติเป็นโรคนี้ ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ด้วยเรื่องของการตรวจสอบทางพันธุกรรมแล้วล่ะครับ ถ้าผลออกมาว่าคุณมียีนกระตุ้นหนึ่งในสามอย่างที่รู้จักกันดี คุณอาจจะอยากเริ่มกินแปะก๊วยที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือดื่มไวน์แดงสักแก้วแบบนาน ๆ ทีซึ่งให้ผลดีกว่าเสียอีก จากการศึกษาที่ดีพิมพ์ในวารสาร Neurology ทีมวิจัยพบว่า คนที่ดื่มไวน์แค่เดือนละครั้ง มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์สน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กระดกแก้วเลยตั้งครึ่งหนึ่ง ที่ต้องเป็นไวน์แดงไม่ใช่ไวน์ขาว เพราะว่าไวน์แดงมีฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารประกอบที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มีผลทำให้สมองจดจำได้ดีขึ้นมากกว่าไวน์ขาวตั้งเยอะ