วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

แผนล้ม ปูแดง แค่คิดก็แพ้แล้ว

ตลาดขายตรงสินค้าเกษตรเดือดพล่าน ค่ายเล็กงัดเกม"ไม้จิ้มฟัน"เปิดศึก"แค้นฝังหุ่น"พลิกแผนจ่ายผลตอบแทนสูง อ้างแผนตลาดเหนือชั้นกว่า แถมยังใช้ชื่อตระกูล"แดง"เหมือนกัน ดันสินค้าทั้ง"ดาวปูแดง-บัวแดง"ออกมา หวังตีท้ายครัว ตบกินสมาชิก โค่นล้มบัลลังก์"ปูแดง ไคโตซาน"เจ้าตำรับขายตรงสินค้าเกษตรขนานแท้

ด้าน"เสี่ยสมปอง แซ่ตั้ง"ลั่นไม่หวั่น ชี้"อมตะปูแดง"แข็งโป๊ก แถมหนักแน่นเหมือน"ไม้ซุง"งัดเท่าใดก็ไม่ระคายเคืองผิวหนัง พร้อมแนะทางคู่แข่ง เลิกโจมตี หากินกันแบบทางใครทางมันดีกว่ามั๊ง เกษตรกรตัดสินใจได้ของใครดี เข้มข้นทีเดียว สำหรับตลาดขายตรงสินค้าเกษตร หรือตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพืช หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ปุ๋ยขายตรง"ที่มีหลากหลายบริษัทเครือข่ายขายตรง ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่กระโดดเข้ามาประลองยุทธ์ในสนามธุรกิจขายตรง

โดยมีเจ้าตลาดหลักเพียงบริษัทเดียว ที่เป็นแชมป์อมตะอยู่ ก็คือ บริษัท เบทส์ 59 จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม "ปูแดง ไคโตซาน"สินค้าเกษตรอันดับ 1 ของ"เสี่ยสมปอง แซ่ตั้ง" ประธานกรรมการ นั่งครองบัลลังก์อยู่ ด้วยยอดขายถล่มทลายต่อเดือนเฉลี่ยกว่า 200 ล้านบาท เมื่อเป็นแชมป์ ก็ต้องมีการท้าล้มแชมป์ ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ดูเหมือนว่า คู่ท้าชิงแชมป์แต่ละรายของ "ปูแดง ไคโตซาน" ยังเดินเกมห่างชั้นอยู่หลายขุมทีเดียว

โดยเฉพาะบริษัทขายตรงสินค้าเกษตรหน้าใหม่ ที่เกิดขึ้นมาราว 2-3 บริษัท ทั้งที่ได้รับการจด
ทะเบียนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรง จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แล้ว และที่ยังต้องรอรับใบอนุญาตอยู่ ก็ยังต้องใช้เวลาไต่เต้าอันดับขึ้นมาชิงแชมป์อีกยาวไกล ทำให้ "ปูแดง ไคโตซาน"ของ "เสี่ยสมปอง แซ่ตั้ง"ยังคงลอยติดลมบน บินมาเหนือเมฆ ชนิดที่เรียกว่า ยากยิ่งที่คู่แข่งจะตามทัน

แม้ว่า คู่แข่งรายใหม่จะงัดสารพัดกลยุทธ์ อาทิ การใช้ชื่อหรือแบรนด์สินค้าขายตรงเกษตรคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็น "ดาวปูแดง" หรือ "บัวแดง" พร้อมทั้งการชูแผนตลาด ที่อ้างว่า มีความโดดเด่นเหนือกว่า และมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนที่เหนือกว่าแผนตลาดของ "ปูแดง ไคโตซาน" แถมยังมีการโจมตีเรื่องผลิตภัณฑ์ แต่นั้นก็เป็นเพียงกลยุทธ์ "ไม้จิ้มฟัน" หรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง และวิธีการขยับเท้า หวังงัด "ไม้ซุง" หรือต้องการล้มแชมป์ก็เท่านั้น

แต่ทว่า กลับไม่มีกำลังเพียงพอที่จะงัด "ไม้ซุง" หรือมีผลงานดีพอที่จะให้เกษตรกรไทยคล้อยตาม เพราะสินค้าเกษตร ถ้าคุณภาพไม่ดีจริงๆ ใช้แล้วไม่เห็นผลชัดเจน หลอกเกษตรกรได้เพียงครั้งเดียว!บางบริษัทคู่แข่งรายใหม่ ยังใช้วิธีการโจมตีสารพัด เหตุเพราะยังมีรอย "แค้นฝั่งหุ่น"ที่ดูเหมือนจะโกรธเคืองกันมายาวนาน หลังรับออเดอร์ผลิตสินค้า"ปูแดง ไคโตซาน"ให้กับบริษัท เบสท์ 59 จำกัดแล้ว กลับผลิตให้ไม่ทันกับความต้องการของผู้บริโภค เหตุเพราะ "ปูแดง ไคโตซาน"ขายดิบขายดีเกินกำลังการผลิต จน "เสี่ยสมปอง แซ่ตั้ง"ต้องยกเลิกการผลิต แล้วหันมาตั้งโรงงานผลิตเอง...ทำให้ผู้รับจ้างผลิตออกอาการไม่พอใจ ถึงขนาดตั้งบริษัทขายตรงขึ้นมา พร้อมเปิดฉากขนสินค้าขายตรงเกษตรแบรนด์ "แดง"เหมือนกันออกมาแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ตลาดขายตรงสินค้าการเกษตรมีการแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านยิ่งนัก นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

แต่ทว่า ความเป็นแชมป์อย่าง "ปูแดง ไคโตซาน" ยังเหนือชั้นอยู่มาก เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 7 ปี มีวีรกรรมกับเกษตรกรไทยทั่วทั้งประเทศ เหตุเพราะผู้บริโภคให้ความนิยมอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ "ปูแดง"มียอดสมาชิกโทรศัพท์เข้ามาขอสมัครผ่านรายการทีวีต่อวันไม่ต่ำกว่า 300 สาย (ไม่รวมกับที่แม่ทีมและสมาชิกชักชวนอีกหลายร้อยคนต่อวัน) อีกทั้งยอดขายในแต่ละเดือนก็โหมเฉลี่ยกันไปกว่า 200 ล้านบาท เรียกว่า สนามขายตรงสินค้าเกษตร ชื่อชั้นของ"ปูแดง ไคโตซาน"แข็งดุจหินผา ปูแดง!เหนือเมฆ

นายธนพัทธ์ กิจใบ รองประธานกรรมการ บริษัท เบทส์ 59 จำกัด เปิดเผยถึงการแข่งขันในตลาดขายตรงสินค้าเกษตรว่า ปูแดงไม่เคยคิดว่า ในธุรกิจขายตรงไม่มีค่ายไหนเป็นคู่แข่งขัน และที่สำคัญนายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริษัท ก็ให้นโยบายชัดเจนที่ไม่ต้องการให้สมาชิกคนใด ใช้วิธีการตอบโต้คู่แข่งขันทางธุรกิจ ด้วยเพราะเชื่อมั่นว่า ธุรกิจปูแดงเดินทางมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปโจมตีคู่แข่งขันรายอื่นแล้ว โดยให้ถือว่า การแข่งขันทางธุรกิจขายตรง ก็เสมือนหนึ่งเป็นการทำมาหากิน แบบทางใครทางมัน "ธุรกิจขายตรง"ปูแดง"ณ วันนี้...หากจะบอกว่า "บินมาเหนือเมฆ"หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างเหลือเชื่อ...เมื่อ"ใครได้ฟัง ใครได้ยินแล้ว"...ก็อาจจะถามว่า"โม้หรือเปล่า"...แต่ด้วยความเป็นจริงแล้ว...กลับเป็นอย่างนั้นจริงๆ"

หากจะถามว่า การเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจขายตรง"ปูแดง"มีอะไรมาเป็นตัวชี้วัด นายธนพัทธ์กล่าวว่า ดูได้จากการที่บริษัทได้ย้ายเข้ามาอยู่สำนักงานแห่งใหม่ ย่านถนนแจ้งวัฒนะ ปากทางเข้าเมืองทองธานี ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า บรรดาผู้นำหรือแม่ทีม รวมทั้งมวลหมู่สมาชิก ก็ได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรปูแดง ในการทุ่มทุนสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ 4 ชั้น ในเนื้อที่รวมลานจอดรถแล้วกว่า 7 ไร่ ด้วยเงินสดกว่า 250 ล้านบาท จากความมั่นใจเต็มร้อยที่เคยมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม กลับยิ่งทำให้ผู้นำหรือแม่ทีม และบรรดาสมาชิกมีความมั่นใจในธุรกิจปูแดงเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเท่าพันเท่า

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ลงทุนซื้อเครื่องจักร และสร้างโรงงานเป็นของตัวเอง ด้วยงบประมาณ ที่ได้จ่ายเป็นเงินสดอีกกว่า 200 ล้านบาท เพื่อการ
ผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของปูแดงทุกชนิดทุกรายการให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตามที่บริษัทต้องการ เพราะก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์บางชนิด บริษัทได้จ้างเขาผลิต ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้...แต่ ณ วันนี้บริษัทสามารถผลิต ควบคุมการผลิต และควบคุมคุณภาพได้เองทั้งหมด

ฉะนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมั่นคงอีกแล้ว...ณ วันนี้ สมาชิกมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ทำให้อย่างไรให้เกษตรกรไทยรู้จักปูแดงให้มากที่สุด
หรือทำอย่างไรให้คนเข้ามาร่วมโครงการชุบชีวิตเกษตรกรไทยให้มากที่สุด เพราะหากพูดถึงการเติบโตแล้ว ธุรกิจขายตรง"ปูแดง"เติบโตเกิน 100% ทุกเดือน

โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัดหลายๆอย่างประกอบ อาทิ

1.การจัดประชุม หรือจัด OPP ที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ จากที่เคยจัด
รอบเดียว ช่วงบ่ายโมง ก่อนหน้านี้ ณ ห้องประชุมชั้น 2 ของอาคาร ที่สามารถบรรจุสมาชิกได้ประมาณ 600-700 คน พบว่า สมาชิกแห่เข้ามาร่วม ประชุมกันล้นห้อง จนต้องขยายการจัดประชุมออกไปเป็น 2 รอบ โดยรอบเช้า 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 ของอาคาร บรรจุสมาชิกได้กว่า 1,200 คน ปรากฏว่า สมาชิกเข้าฟังล้น เก้าอี้ไม่พอ ต้องยืนฟัง พอรอบ 2 ตอนบ่าย 12.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 สมาชิกไม่ได้ซ้ำหน้ากัน ก็เข้ามาประชุม ล้นอีก เรียกว่า ยืนแออัดยัดเหยียดเต็มบรรจุ 700 คน ซึ่งภาพบรรยากาศอย่างนี้ ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้ว

2. การจัดประชุม หรือจัด OPP สัญจรไปตามต่างจังหวัด โดยบริษัทจะจัดเอง ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ โดยเวียนกันจัดประชุมไปตามภูมิภาค ตาม
จังหวัดต่างๆ เรียกว่า จัดประชุมครั้งใด สมาชิกแห่ทะลักล้นทุกครั้ง ไม่ว่า จะใช้ห้องประชุมโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด หรือใช้สถานที่ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด ก็ยังไหลทะลักเข้ามาล้น ชนิดที่เจ้าของสถานที่ต้องตกใจ ฉะนั้น "ปูแดง"ณ วันนี้ ไม่ได้เป็นห่วงเรื่องของคนที่จะเข้ามาประชุม เพราะไปจัดประชุม ณ สถานที่ใด คนก็แห่เข้ามามาก...แต่ปัญหา สำคัญ ณ วันนี้ คือ ปูแดงหาสถานที่จัดประชุมไม่ได้ หมายถึงห้องที่จะรองรับคนจำนวนมาก แทบจะหาไม่ได้เลย อย่างล่าสุดจัดประชุมที่อำเภอหาดใหญ่ โรงแรมใหญ่ไม่มี จำต้องไปใช้หอประชุมโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ซึ่งบรรจุได้ 1,200 คน แต่คนแห่กันเข้ามาล้นอีก เก้าอี้โรงเรียนหมด ต้องหามาเสริม ทั้งๆที่ฝนตก แต่คนก็ยังหลั่งไหลเข้ามา เรียกว่า ภาพบรรยากาศอย่างนี้มีเหมือนกันทุกครั้งที่จัดประชุม ไม่ว่า จะเป็นการจัดประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ หรืออุดรธานี...ล้น เต็ม เก้าอี้หมด ต้องนั่งกับพื้น เรียกว่า ทำขายตรงมากว่า 16 ปี ไม่เคยเห็น...ถึงได้บอกว่า "ปูแดง"เป็นสุดยอดธุรกิจขายตรง ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดจริงๆ

3. การทุ่มเทการผลิตรายการผ่านสื่อทีวี...ทุกวันนี้ มีคนดูทีวี ดูรายการที่ปูแดงผลิตแล้วออกอากาศค่อนข้างมาก วัดได้จากโทรศัพท์ที่
โทรเข้ามา มีไม่ต่ำกว่า 300 สายต่อวัน จนผู้นำและแม่ทีม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำธุรกิจปูแดง ทำงานง่ายๆ ทำธุรกิจง่ายๆ แบบง่ายไม่รู้จะง่ายอย่างไรแล้ว

4. ผลสำเร็จจากโครงสร้างแผนการตลาด พบว่า มีสมาชิกประสบความสำเร็จเยอะมาก...บางคนไม่มีประสบการณ์ แต่สามารถสร้าง
รายได้หลักแสนต่อเดือน ทั้งๆที่เพิ่งจะเข้ามาทำธุรกิจปูแดงได้แค่ 2 เดือน ส่วนที่มีรายได้แตะหลักหมื่นต่อเดือน ก็มีมากจนนับไม่ถ้วน...และหากจะวัดระดับความสำเร็จแล้ว พบว่า มีผู้ประสบความสำเร็จ ตามโครงสร้างแผนการตลาดเพียงอย่างเดียว โดยมีรายได้หลักล้านต่อเดือน ประมาณ 9 คน ผู้นำสูงสุดมีรายได้อยู่ที่กว่า 3.5 ล้านบาทต่อเดือน และหลักแสนต่อเดือนมีเกือบพันคน ส่วนหลักหมื่นต่อเดือนนั้น ไม่ต้องถามถึง เพราะมีจำนวนเยอะมากทั่วประเทศ "นั่นคือ ดัชนีชี้วัดว่า ทำไม!ธุรกิจขายตรงปูแดงถึงเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้จริงๆ" หัวใจ คือ บุคลากร

นายธนพัทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ความสำเร็จของการทำธุรกิจเครือข่าย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ที่สำคัญ คือ สินค้าต้องมีคุณภาพ แผนตลาดหรือแผนจ่ายผลตอบแทนที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการดี และผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ต้องเข้าใจจริง และรู้จริงในการดำเนินธุรกิจเครือข่าย โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องของคน บริษัทจึงได้ให้ความสำคัญเรื่องของคนมาเป็นอันดับหนึ่ง

ด้วยเพราะการทำธุรกิจเครือข่าย หัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาคน หมายถึง พัฒนาให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจมีอาวุธติดตัว ที่เรียกว่า อาวุธทาง
ปัญญา เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจจากคนสู่คน หรือที่เรียกว่า P to P (People to People) และเมื่อเกิด P to P แล้ว ก็จะเกิด B to B หรือ Business to Business ตามมา หมายถึง ธุรกิจต่อธุรกิจ เรียกว่า การทำธุรกิจก็จะเกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

ฉะนั้นนโยบายหลักสำคัญของบริษัท คือ การพัฒนาบุคลากร ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้าสร้างผู้นำระดับมืออาชีพให้ได้ถึง 10,000 คน สำหรับการพัฒนาบุคลากร หรือผู้นำธุรกิจนั้น นายธนพัทธ์ กล่าวว่า ได้แบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 4 หลักสูตร ประกอบด้วย

หลักสูตรที่ 1 ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นหลักสูตรการอบรมให้ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด และการทำธุรกิจเครือข่ายแบบง่ายๆ โดยมุ่งเปลี่ยนแนวคิดสมาชิก จากที่เคยทำงานประจำ หรือเคยทำธุรกิจอื่นๆมาก่อน ให้มีความเข้าใจว่า ธุรกิจเครือข่ายเป็นอย่างไร สามารถสร้างเงินแสนเงินล้านได้อย่างไร โดยหลักสูตรพื้นฐาน บริษัทจะจัดอบรม 1 ครั้งต่อเดือน และแต่ละครั้งมีสมาชิกเข้าอบรมกว่า 1,000 คน

ส่วนหลักสูตรที่ 2 จะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เป็นการอบรมผู้นำ หรือพัฒนาคนกลุ่มแรก ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรพื้นฐานแล้ว โดยจะอบรมเดือนละ 2 ครั้ง 2 รุ่นๆละประมาณ 300-400 คน เน้นการให้ความรู้ การเก็บรวบรวมรายชื่อกลุ่มเป้าหมาย การคัดคนเข้ามาเป็นสมาชิก หรือเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย การลอกเลียนแบบผู้นำที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยหลักสูตรนี้ จะอบรม 2 วันต่อครั้งต่อเดือน

หลักสูตรที่ 3 ผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านหลักสูตรที่ 2 มาก่อน เรียกว่า จะข้ามขั้นตอนการอบรมไม่ได้ โดยบริษัทจะบันทึกและลงทะเบียนทำประวัติสมาชิกไว้ทั้งหมด ส่วนการอบรมจะเน้นในเรื่องของการพูดในที่ชุมชน การพัฒนาบุคลิกภาพ การยืน การเดิน การถือไมค์ เรียกว่า ทำอย่างไรให้ผู้นำสามารถนำเสนอธุรกิจบนเวทีได้

ส่วนหลักสูตรสุดท้าย เรียกว่า การพัฒนาผู้นำไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักพูด หมายถึง ต้องโมติเวทได้ ต้องโน้มน้าวจิตใจคนได้ หรือพูดอย่างไรให้คนคล้อยตามได้ พูดอย่างไรให้คนเชื่อได้ ซึ่งหลักสูตรนี้ จะอัดความรู้ใหม่ๆเข้ามาเยอะมาก และจะจัดอบรมรุ่นละไม่เกิน 30 คนเท่านั้น "หัวใจธุรกิจ คือ การพัฒนาบุคลากร เพราะหากไม่พัฒนาคน ก็จะไม่มีผู้ทำธุรกิจแบบมืออาชีพ การทำธุรกิจก็จะไม่เกิด ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถต่อยอดการทำเครือข่ายให้กว้างไกลได้ หลังจบหลักสูตรที่ 4 แล้ว ปูแดงจะมีผู้นำที่มีความสามารถครบเครื่องเพิ่มขึ้นอีกรุ่นละ 30 คน เท่านี้ก็ถือว่า คุ้มค่าแล้ว"

คุมเกมภาคสนามเฉียบ นอกเหนือจากการอบรมบุคลากรแล้ว การควบคุมเกมในภาคสนาม ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา เพื่อการสนับสนุนให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่า บริษัทจะไม่มีผู้นำกระจายอยู่ครบทุกจังหวัด ทุกอำเภอก็ตาม แต่การทำงาน ก็จะใช้ในลักษณะของการควบคุมโซน โดยการสร้างคณะทำงานขึ้นมาดูแล 4-5 คน ทำหน้าที่สร้างเครือข่าย สร้างองค์กร ในแต่ละโซน ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก เพื่อการช่วยเหลือในการทำธุรกิจของสมาชิก เช่น โซนจังหวัดขอนแก่น ก็จะรวมจังหวัดในละแวกใกล้เคียง อาทิ มหาสารคาม กาฬสิน ร้อยเอ็ด เข้ามาอยู่ในโซนเดียวกันด้วย

โดยบริษัทจะให้การสนับสนุนการจัดประชุม การจัดอบรม และการจัดกิจกรรมอื่นๆที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก ซึ่งจะให้การสนับสนุนเหมือนกันทุก
โซน เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และแสดงให้เห็นว่า ปูแดงใส่ใจดูแลสมาชิกเสมือนหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน "นั่นคือ ความเป็นจริงที่ปูแดง ถามว่า ณ วันนี้ เราต้องหวั่นไหวกับการแข่งขันหรือไม่ เราตอบได้เลยว่า เรามองไกลไปกว่านั้น ด้วยเพราะคู่แข่งขันที่แท้จริง ไม่ใช่แข่งขันในตลาดขายตรง แต่กลับเป็นการแข่งขันกับสินค้าเกษตรในธุรกิจค้าปลีกต่างหาก"

รางวัลการันตี ปูแดง นายธนพัทธ์ กล่าวอีกว่า จากความโดดเด่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ "ปูแดง ไคโตซาน"ที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรไทยได้จริง หลังเกษตรกรใช้ "ปูแดง ไคโตซาน"แล้ว สามารถเพิ่มผลผลิต และมีรายได้เพิ่ม ปลดหนี้สินได้จริง ทำให้กลุ่มเกษตรกรได้ให้การยอมรับกับผลิตภัณฑ์ขายตรงเกษตร"ปูแดง ไคโตซาน"มานานร่วม 7 ปีแล้ว ทำให้ "ปูแดง ไคโตซาน" โดยบริษัท เบทส์ 59 จำกัด ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทขายตรงดีเด่น ประจำปี 2552 ประเภท "ชุบชีวิตเกษตรกรไทย ด้วยเกษตรอินทรีย์ขนานแท้" จากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย พร้อมกับการรับโล่เกียรติยศจาก ฯพณฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา

"ปูแดงดำเนินธุรกิจขายตรงมา 7 ปี มีสินค้าขายตรงเกษตร "ปูแดง ไคโตซาน"ทำตลาด หากไม่ดีจริง ไม่มีคุณภาพจริง เราคงไม่ประสบ
ความสำเร็จ แต่ที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง"นายธนพัทธ์กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา (หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 253 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2552)


ทำเงินบนโลกไอที (14) : กฎทองในการตั้งชื่อโดเมน

ทำเงินบนโลกไอที (14) : กฎทองในการตั้งชื่อโดเมน


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สถิติจำนวนผู้จดโดเมน .th ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สถิตินามสกุลหรือ"ดอท"ในโดเมนเนมของแต่ละประเทศทั่วโลก (ภาพอาจมีขนาดใหญ่มาก ทีมงานไม่สามารถย่อภาพได้เนื่องจากอักษรที่เล็กมาก)

ทำเงินบนโลกไอทีสัปดาห์นี้ยังคงว่าด้วยเรื่องการลดต้นทุน หลายคนอาจจะงงว่าการตั้งชื่อโดเมนเนมจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร คำตอบคือหากชื่อโดเมนเว็บไซต์ของเราจำง่ายและเหมาะสม ก็จะทำให้เราประหยัดพลังเงินและพลังงานในการทำ SEO หรือการทำชื่อโดเมนเนมให้ติดอันดับผลการสืบค้นของเสิร์ชเอนจิ้นได้

***ลดรายจ่ายในธุรกิจไอที - เลือกชื่อโดเมนให้เหมาะกับธุรกิจ
(บทความโดย ภาคภูมิ ไตรพัฒน์ www.thnic.co.th)

ผมนั่งดูสถิติจำนวนผู้จดโดเมน .th ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสิ้นปีที่แล้วถึงปีนี้ ดูเหมือนว่ากระแสความตกต่ำทางเศรษฐกิจในประเทศจะส่งผลตรงข้ามกับธุรกิจออนไลน์ น่าจะเป็นไปได้ว่ามีการอพยพหนีกระแสลบจากธุรกิจออฟไลน์ เข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ที่คงจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่งเพื่อกู้สถานการณ์ตอนนี้

สาเหตุที่ธุรกิจออนไลน์พากันเจริญเติบโต อันเนื่องมาจากต้นทุนที่ต่ำกว่าธุรกิจแบบทั่วไปมาก ที่เห็นได้ชัดอย่างแรกเลยคือ ไม่ต้องไปหาเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหาห้องมุม ติดย่านธุรกิจ เพื่อจะเปิดเป็นหน้าร้านหรือโชว์รูม ซึ่งราคาก็คงอยู่ที่หลายล้านบาท จนไปถึงหลายสิบล้านบาท สู้มาเปิดหน้าร้านออนไลน์ เสียค่าจดโดเมน ค่าเช่าโฮสต์ แถมด้วยค่าออกแบบเว็บไซต์แทนที่จะไปเสียค่าตกแต่งร้าน รวม ๆ แล้วน่าจะอยู่ในเกณฑ์หลักหมื่น หรือแสน ก็แล้วแต่ความหรูหราของเจ้าของร้าน แต่ที่แน่นอนลดต้นทุนแรกเริ่มลงไปได้โขทีเดียว

อันดับต่อไปคงเป็นเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้านเราให้คนรู้จัก ตอนนี้เราไม่มีห้องหัวมุมในแหล่งชุมชน แต่เราก็ยังต้องการคนมาเดินผ่านหน้าร้านเราอยู่ดี เหล่านี้คงต้องพึ่ง Search Engine และการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้หน้าร้านเราเข้าไปอยู่ในอันดับต้น ๆ เพื่อให้คนผ่านตาและพร้อมที่คลิ้กเข้ามา แล้วแทนที่เราจะเอาแผ่นพับไปแจก เอาโปสเตอร์ไปติด ไปเช่าเวลาไม่กี่วินาทีในโทรทัศน์วิทยุ มาทำโฆษณา ซึ่งสนนราคาเป็นแสนกันเลยทีเดียว เราก็สร้างลิงค์ ติดแบนเนอร์ ตามเว็บไซต์ที่มีกลุ่มลูกค้าเราอยู่ ดูน่าจะเป็นวิธีที่ประหยัดกว่ามาก

ทีนี้หันมาดูทางด้านโดเมน เมื่อทำธุรกิจออนไลน์ โดเมนก็เปรียบเสมือนชื่อร้าน ชื่อร้านที่ลูกค้าเราจะจำเราได้ ซึ่งจะเป็นชื่อร้านที่เหล่า search engine เช่น Google หรือ Yahoo จะรู้จักเรา และดึงหน้าร้านของเราไปแสดงผ่านสายตาลูกค้า

การมีชื่อร้านที่เหมาะสมก็จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระได้มากทีเดียว อย่างไรหรือครับ ขออธิบายอย่างนี้ครับ เมื่อชื่อเป็นที่เข้าใจได้ของผู้พบเห็น เช่นเกี่ยวกับสินค้าที่เราขาย ก็ง่ายต่อการจดจำของลูกค้า จากนั้นการจะสร้างแบรนด์จากชื่อโดเมนก็ไม่ใช่เรื่องยาก จะเอาชื่อโดเมนเราไปแปะไว้ตรงไหน ก็ง่ายที่คนจะจำได้ และลูกค้าก็ง่ายที่จะกลับมาใช้บริการเราอีก

ยิ่งไปกว่านั้นหากชื่อโดเมนเราง่ายต่อการเข้าใจของ search engine ด้วยแล้ว ก็จะทำให้เราประหยัดพลังในการทำ SEO ลงไปได้ด้วย ทีนี้ก็มาลองดูกันซิครับ ว่าเทคนิคและขั้นตอนที่จะช่วยในการเลือกโดเมนที่ผมเรียกว่า “เหมาะสม” มันควรจะมีอะไรบ้าง

1.เริ่มด้วยการมองธุรกิจตัวเองครับ ว่าเราขายอะไร แล้วเขียนคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องออกมาครับ รวมทั้งคำต่าง ๆ ที่จะอยู่ในเว็บไซต์ของเรา หรือแม้แต่คำหรือคีย์เวิร์ดที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นที่ทำธุรกิจเดียวหรือใกล้เคียงกับเรา

2.จากนั้นเอาคำเหล่านั้นมาเลือก โดยให้คะแนนตามคุณสมบัติดังนี้ครับ

2.1สั้น
2.2จำง่าย
2.3ไม่งง
2.4พิมพ์ผิดยาก
2.5ตรงกับธุรกิจหลักของเรา
2.6ออกเสียงได้
2.7ความหมายในทางกว้าง หรือ เฉพาะเจาะจง เช่น เราทำเว็บเกี่ยวกับรถ ควรเลือกคำว่า CAR หรือหากเราจะทำเว็บรถฟอร์ด ก็ควรจะเลือกคำว่า FORD และอยากให้สังเกตนิดครับว่า คำที่ “สั้น” ไม่ใช่คำที่ “จำได้ง่าย” เสมอไป เช่นเราต้องการใช้คำว่า “This Name Is Good Oh My God” ลองพิจารณาดูครับว่าระหว่าง 2 โดเมนนี้ ใครจำง่ายกว่ากัน “tnigomg.in.th” กับ “ThisNameIsGoodOhMyGod.in.th” คุณจะเลือกอันไหน

3.เมื่อได้ชื่อแล้ว ก็เลือกดอท ว่าจดดอทอะไรดี .com หรือ .co.th หรือ .in.th หรือ อื่น ๆ

ไม่ว่าจะจดดอทอะไร เราก็สามารถมีลูกค้าได้ทั่วโลกเช่นเดียวกัน และเราอาจจะจดไว้มากกว่า 1 ดอท เพื่อดักความสับสนของผู้ใช้งานเอาไว้ การเลือกใช้ดอทท้องถิ่น เช่น .th ก็จะดีหากต้องการให้คนรู้ว่า เราเป็นธุรกิจไทย เนื่องจาก .th มีการตรวจสอบการมีตัวตนของเจ้าของโดเมน ซึ่งจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ด้วย

4.เข้าไปเช็คตามผู้ให้บริการของดอทนั้น ๆ ว่า ชื่อที่เราเลือกว่างอยู่หรือเปล่า ถ้าว่าก็จดเลยครับ อย่าช้าอยู่ แต่ถ้าไม่ว่าง ก็ให้ลองทำข้อต่อไปครับ

5.ให้เอาคำที่เลือกมาขยายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น

5.1ใช้คำที่มีความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แต่เปลี่ยนรูป เช่น แปลงเป็น คำนาม, คำกริยา, คำวิเศษณ์ .... เช่น Fly, Flight, Flew, Flyer
5.2เติมตัวเลขลงไปในคำ
5.3เติมคำนำหน้า เช่น The หรือ My
5.4เติมเครื่องหมายขีด “-“ ซึ่งเป็นอักขระพิเศษตัวเดียวที่สามารถอยู่ในโดเมนได้

ตรงนี้มีประเด็นอยู่นิดครับ คือ หากเรามุ่งเน้นให้คนจำชื่อเว็บเราได้และบอกต่อ ไม่ควรจะใส่ขีด เพราะคนส่วนใหญ่เวลาจดจำไปจะไม่ได้จำขีดไปด้วย ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้จะจำได้ แต่เวลาบอกต่อไม่ได้บอกขีดไปด้วย ทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ แต่ที่กลับกันคือ “ขีด” จะมีผลดีในการช่วยแบ่งคำเพื่อให้ search engine เข้าใจถูกต้องมากขึ้น

5.5เช่นเดียวกันกับข้างบนครับ เมื่อจะต้องเติม S ควรพิจารณาดี ๆ เพราะ S จะยากสำหรับการบอกต่อเช่นกัน

6.สิ่งที่ต้องระวังในการตั้งชื่อคือตัวอักษรที่จะสร้างความสับสนเช่น O (โอ) และ 0 (ศูนย์) หรือ l (แอล), 1 (หนึ่ง) และ I (ไอ)

ควรเลี่ยงตัวอักษรเหล่านี้ในบางตำแหน่งที่จะทำให้คนเข้าใจผิดได้ เช่น fun0.in.th แบบนี้จะทำให้ตัดสินใจยากว่า เป็นศูนย์หรือโอ

7.เมื่อได้คำใหม่แล้ว ก็ให้วนกลับไปทำตามข้อ 4 และทำไปเรื่อย ๆ หากชื่อที่ต้องการยังไม่ว่าง

ต้องจำไว้นิดครับว่า “คนจะไม่จำ เพียงเพราะเราอยากให้เขาจำ” ฉะนั้นคงต้องสละเวลาพอสมควรในการคิดค้นชื่อ เริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งครับ นักธุรกิจหน้าใหม่ใช้ทุนต่ำ ๆ จะประสบความสำเร็จคงต้องลงทุนสมองเพื่อจะขึ้นมาอยู่ในชั้นแนวหน้าได้

โชคดีทุกท่านครับ

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

วิธี ”ดึงดูด” สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

วิธี ”ดึงดูด” สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

ตอนนี้หนังสือชื่อ “The Secret” “เดอะ ซีเคร็ต” กำลังดัง มีคนสนใจหาซื้อมาอ่านกันมากมาย ในหนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องของ The Law of Attraction “กฎของการดึงดูด” ซึ่งมีอยู่ว่ามีอยู่ว่า “สิ่งที่เหมือนกันจะมีแรงดึงดูดเข้าหากัน” ดังนั้นเวลาที่คุณคิดถึงอะไร คุณก็จะดึงดูดความคิดแบบเดียวกันเข้ามาหาคุณ!!

คุณคือแม่เหล็กขนาดใหญ่!! .. คุณจะดึงดูดสิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดเข้ามา .. ความคิดของคุณจะกลายเป็นความจริง!!

อะไรก็ตามที่คุณกำลังคิดอยู่ในขณะนี้ กำลังสร้างชีวิตของคุณในอนาคต สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดและเพ่งสมาธิจดจ่อมากที่สุดจะปรากฏขึ้นเป็นชีวิตจริงของคุณ!! .. จงคิดถึงแต่สิ่งที่คุณต้องการ อย่าคิดถึงสิ่งที่คุณไม่ต้องการ!

ถ้าคุณคิดถึงสิ่งดีๆ สิ่งดีๆก็จะถูกดึงดูดให้เข้ามาหาคุณ ถ้าคุณคิดถึงความร่ำรวย ความร่ำรวยก็จะเป็นของคุณ ถ้าคุณคิดว่าชีวิตมันยากลำบาก คุณต้องดิ้นรนต่อสู้ คุณก็จะได้รับประสบการณ์ที่ยากลำบากต้องดิ้นรนต่อสู้ .. อย่าลืมว่า “คิดอย่างไร ได้อย่างนั้น!”

คนส่วนใหญ่ดึงดูดสิ่งต่างๆเข้ามาอย่างอัตโนมัติ เพราะเราปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดของเราเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เราไม่ค่อย“มีสติ”ในการควบคุมความคิด และมันก็เป็นการยากที่เราจะคอยควบคุมความคิดของเราตลอดเวลา เพราะวันหนึ่งๆคนเราคิดประมาณหกหมื่นเรื่อง!!

มีวิธีตวจสอบความคิดของคุณแบบง่ายๆคือ “ดูอารมณ์และความรู้สึกของคุณ” เพราะอารมณ์บอกให้คุณรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร ตอนนี้คุณรู้สึกดีหรือรู้สึกแย่ เวลาที่คุณรู้สึกดี แสดงว่าคุณกำลังคิดเรื่องดีๆอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะรู้สึกดีในขณะที่กำลังคิดอะไรแย่ๆ!! .. ให้รู้ไว้ว่า ขณะที่คุณรู้สึกดี คุณกำลังดึงดูดสิ่งดีๆที่จะทำให้คุณรู้สึกดีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นถ้าเมื่อไรที่คุณรู้สึกแย่ คุณจะต้องรีบหาวิธีที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้เร็วที่สุด!! อาจจะเปิดเพลงเพราะๆฟัง หรือร้องเพลงโปรดของคุณ นึกถึงสิ่งสวยงาม คิดถึงเรื่องตลก นึกถึงคนที่คุณรัก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณชอบไป ฯลฯ

ความรักเป็นอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด! ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป หากคุณสามารถรักทุกสิ่งทุกอย่างและรักทุกคนได้ ยิ่งคุณส่งกระจายความรักออกไปมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งมีพลังอำนาจมากขึ้นเท่านั้น!

ชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของคุณเอง! กฎแห่งการดึงดูดคอยรับฟังคุณตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะคิด พูด หรือทำอะไร จักรวาลนี้จะเข้าใจว่าคุณทุกอย่างที่คุณคิด พูด และทำ คือสิ่งที่คุณต้องการ!

กระบวนการสร้างสิ่งที่คุณปรารถนา

ขั้นที่ 1 : ขอ .. จงขอต่อจักรวาล บอกให้จักรวาลรู้ว่าคุณต้องการอะไร เขียนสิ่งที่คุณต้องการลงไปในแผ่นกระดาษ เขียนในรูปปัจจุบันกาลด้วย

ขั้นที่ 2 : เชื่อ .. จงมีศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น เชื่อว่าสิ่งที่คุณขอนั้นเป็นของคุณแล้ว คุณจะต้องคิด พูด และทำ ราวกับว่าคุณกำลังได้รับสิ่งนั้นอยู่ในตอนนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ปล่อยให้ตัวเองนึกอยากได้สิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ เพราะมองไม่เห็นว่าสิ่งนั้นจะเป็นจริงขึ้นได้อย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าทำอย่างไร สิ่งต่างๆจะปรากฏให้คุณเห็นเอง คุณจะดึงดูดหนทางเข้ามาหาตัวคุณเอง!!

ขั้นที่ 3 : รับ .. จงรู้สึกดี มีความสุข และปลาบปลื้มยินดีแบบเดียวกับที่คุณจะรู้สึกเมื่อเกิดสิ่งนั้นขึ้นจริงๆ การรู้สึกดีตั้งแต่ตอนนี้จะนำคุณเข้าไปอยู่ในคลื่นความถี่เดียวกับสิ่งที่คุณต้องการ

สิ่งสำคัญต่อไปที่คุณต้องทำก็คือ “การสำนึกคุณ”!!!
เวลาที่คุณให้สิ่งดีๆกับใครแล้วเขาขอบคุณคุณกลับมา คุณรู้สึกดีใช่ไหม? และคุณก็อยากจะให้สิ่งดีๆกับเขาเพิ่มมากขึ้นอีกใช่หรือไม่? เช่นเดียวกัน เวลาที่เราได้รับสิ่งดีๆที่จักรวาลมอบให้ แล้วเราขอบคุณต่อจักรวาล จักรวาลก็จะมอบสิ่งดีๆเพิ่มให้เราอีก ที่สำคัญก็คือ เวลาที่เราขอบคุณ ให้ใจของเรารู้สึกถึงความโชคดีที่เรากำลังได้รับสิ่งดีๆอยู่ แล้วเราก็จะดึงดูดสิ่งดีๆเพิ่มมากขึ้นอีก

ดังนั้นจงเริ่มสำนึกคุณในสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว! ไม่ใช่พร่ำบ่นถึงแต่สิ่งที่คุณยังไม่มี!!
อีกวิธีที่มีพลังมากคือ การขอบคุณล่วงหน้าราวกับว่าคุณได้รับสิ่งที่คุณต้องการแล้ว!!

สิ่งที่คุณต้องทำต่อไปก็คือ การสร้างมโนภาพในใจว่าคุณกำลังได้รับสิ่งที่คุณต้องการ คุณจะต้องให้ตัวเองสัมผัสกับ“ความรู้สึกดีๆ” ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความรัก ความสดชื่นรื่นรมย์ฯ จริงๆแล้วความรู้สึกต่างหากที่ก่อให้เกิดแรงดึงดูด ไม่ใช่แค่ภาพหรือความคิด!

ตกลงใจว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ เชื่อมั่นว่าคุณมีสิ่งนั้นได้ เชื่อมั่นว่าคุณสมควรได้รับสิ่งนั้นและมันเกิดขึ้นได้จริงๆ แล้วหลับตาลงเป็นเวลาหลายๆนาทีทุกๆวัน เพื่อสร้างมโนภาพว่าคุณมีสิ่งที่ต้องการแล้ว และจงรู้สึกถึงความรู้สึกแห่งการมีสิ่งนั้นอยู่ในครอบครอง จากนั้นก็ลืมตาขึ้น รวมศูนย์รวมความคิดไปยังสิ่งที่คุณรู้สึกสำนึกคุณอยู่ก่อนแล้ว ชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้นจริงๆ จากนั้นก็เริ่มต้นวันโดยเปล่งคลื่นความคิดออกไปในจักรวาล ด้วยความเชื่อมั่นว่าจักรวาลจะต้องหาทางทำให้สิ่งที่คุณต้องการปรากฏขึ้นจนได้!!!

ถ้าอยากมั่งคั่งร่ำรวย ให้รวมศูนย์ความคิดไปที่ความมั่งมีศรีสุข จินตนาการว่าคุณมีเงินเท่าที่ต้องการแล้ว และให้รู้สึกมีความสุขตั้งแต่ตอนนี้ เพราะนี่คือทางลัดที่สุดที่จะชักนำเงินทองเข้ามาในชีวิตคุณ!!!

แนะนำให้ไปซื้อหนังสือ “The Secret” มาอ่าน และลงมือปฏิบัติตามที่หนังสือแนะนำจะได้พบกับความมหัศจรรย์