วิธีเพิ่มศักยภาพงานขาย (ฉบับที่ 140)
นักขายหลายคนอยากประสบความสำเร็จ แต่เขาทำได้ช้ามาก เพราะเขา”ไม่รู้”ว่าเขาควรจะต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไร!?! .. บางคนทำทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่เคยเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน แล้วจะสร้างผลลัพธ์แบบใหม่ได้อย่างไร!?!
บางคนอาจจะมีความสามารถอยู่แล้ว แต่อยากประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ยังหาหนทางไม่เจอว่าจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร
ชีวิตของคนเราเหมือนการไต่ขึ้นภูเขาที่ไม่มียอด เราสามารถจะปีนสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ .. หมายความว่า เราสามารถจะประสบความสำเร็จและมั่งคั่งร่ำรวยในระดับที่สูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ
ไม่ว่าตอนนี้คุณอยู่จุดไหนของชีวิต เช่น คุณอาจจะเป็นสุดยอดนักขาย หรือคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว หรือคุณกำลังไต่เต้าอยู่ และไม่ว่าตอนนี้คุณทำงานมีรายได้เดือนละเท่าไร ให้คุณรู้ว่าว่าคุณสามารถไปได้ไกลว่านี้อีกเยอะ!!
นักขายจะต้องฝึกตัวเองให้เก่ง 2 เรื่อง คือ
1. Personal Mastery เก่งเรื่องการพัฒนาตัวเอง
เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีและลึกซึ้งก่อนว่าเรามีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน? เรามีความฝันอะไรบ้างในชีวิต เรามีความคิดหรือทัศนคติของความสำเร็จหรือยัง? เรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีไฟ มีพลัง อยู่ในระดับไหน? เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองบ้างหรือเปล่า? เรามีนิสัยของในการ “ลงมือทำ” Take Action มากน้อยแค่ไหน? เราใช้ศักยภาพของเราเต็มที่หรือยัง? ฯลฯ ตอนนี้คุณประสบความสำเร็จอยู่ในระดับใด?
2. People Mastery เก่งเรื่องผู้คน
เราจำเป็นต้องเชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยามนุษย์เยอะๆ เราต้องรู้ว่ามนุษย์ถูกโน้มน้าวและจูงใจด้วยเรื่องอะไรบ้าง เพราะถ้าเราอยากได้อะไร แล้วเราสามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นด้วยกับเรา อยากสนับสนุนเรา อยากซื้อของเรา อยากร่วมงานกับเรา เราก็สามารถมีได้ทุกอย่างที่เราอยากจะมี ใช่หรือไม่?
ดิฉันเสียดายทุกครั้งเวลาเห็น นักขายที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากประสบความสำเร็จในงานขาย แต่ไม่รู้หลักจิตวิทยาการโน้มน้าวและไม่ได้ฝึก จึงทำให้อัตราเปอร์เซ็นต์ในการปิดการขายมีน้อยกว่าที่เขาควรจะทำได้ คุณมีความสามารถในการสื่อสาร โน้มน้าวจูงใจผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน?
ดิฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบคนละขั้ว จากนักบัญชี “ซูเปอร์ซิ้ม” เป็น “ซูเปอร์วูแมน” ดิฉันใช้ศักยภาพตัวเองได้มากขึ้น ดิฉันได้เรียนกับสุดยอดกูรูระดับโลกหลายท่าน ทำให้ดิฉันประสบความสำเร็จสูงขึ้นแบบน่ามหัศจรรย์!!
ดิฉันมีแรงบันดาลใจที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ เพื่อเป็นทางลัดให้กับผู้อื่น!! ดิฉันจึงสร้างหลักสูตรที่ทรงพลังมากๆในการพัฒนาชีวิตของคนให้ประสบความสำเร็จได้แบบก้าวกระโดด ได้แก่ หลักสูตร “ปลุกยักษ์” และ “จ้าวแห่งการสื่อสาร”
หลักสูตร “ปลุกยักษ์” เน้นเรื่องการพัฒนาศักยภาพในตัวเองแบบก้าวกระโดด (Personal) ดิฉันจะสอนเรื่องวิธีการติดตั้งความคิดและทัศนคติแห่งความสำเร็จให้ สอนวิธีโปรแกรมสมองและจิตใต้สำนึกใหม่ดีๆเลยทำอย่างไร สอนวิธีการสื่อสารกับตัวเองแบบใหม่ที่สร้างพลังและความเชื่อมั่นในตัวเองให้ตัวเองได้ สอนทฤษฏี “กฎของการดึงดูด” The Law of Attraction ที่โด่งดังมากจาก The Secret ให้ผึกใช้จินตนาการ เพื่อดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต
เวลาที่ทีมขายได้รับการ “ปลุกยักษ์” ยอดขายของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นให้เห็นทันตาแบบน่ามหัศจรรย์ จนดิฉันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไวอากร้าของทีมขาย” !!!
หลักสูตรที่ 2 คือ “จ้าวแห่งการสื่อสาร” เน้นจิตวิทยาการโน้มน้าว (People) ดิฉันจะสอนศิลปะการพูดและการฟังที่มีทรงพลังมาก สอนให้ทำความเข้าใจกับลักษณะการรับรู้ของมนุษย์ สอนการสร้างความเชื่อมั่นที่เกิดจากภายในด้วยวิธีการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่เรามองตัวเองใหม่ (Self Image) สอนหัวใจและเคล็ดลับในการโน้มน้าว ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งงานขาย และชีวิตส่วนตัว
มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทำ MLM เข้าสัมมนาผ่านไป 10 กว่าวัน โทรศัพท์มาบอกว่ารายได้เพิ่มจาก 60,000 บาท ขึ้นไป 120,000 .. ว้าว!!!
ทั้ง 2 หลักสูตรนี้ ดิฉันมีกิจกรรม และ Workshop ให้ทำเยอะมาก ขอบอกว่าเด็ดๆมันส์ๆทั้งนั้น!!
คุณนักขายทั้งหลาย อยากประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมและเร็วกว่าเดิมหรือไม่คะ? นี่ก็เหลืออีกไม่กี่เดือนจะหมดปีแล้ว รีบ Take Action เดี๋ยวนี้เลย!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 140 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2551
ปูแดง,ปูแดง168,ปูแดงไคโตซาน,ปุ๋ยปูแดง,ไคโตซาน,ไคโตซานพืช,ไคโตซานสัตว์,อินทรีย์ปูแดง,สมุนไพรปูแดง,ผงชูรสปูแดง,Poodang,Kitozan,สารไคโตซาน,ตัวแทนจำหน่ายปูแดง,เกษตรปลอดสารพิษ,เกษตรชีวภาพ,ธุรกิจเกษตร,พืชโตไว,เพิ่มผลผลิต,ป้องกันโรค,ป้องกันแมลง,สารปรังปรุงดิน,ชาวสวนไร่นา,ลดปุ๋ย,โอกาสทางธุรกิจ,mlm,ขายตรง,รายได้เสริม,รายได้พิเศษ,ธุรกิจเครือข่าย โทรปรึกษาฟรี 083-0340025
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สามเหลี่ยมของความสำเร็จ (ฉบับที่ 136)
สามเหลี่ยมของความสำเร็จ (ฉบับที่ 136)
ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาชื่อ Guerilla Business Intensive สอนโดย T.Harv Eker ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้ความรู้ดีๆเยอะแยะมากมาย!!!
หลักสูตรนี้สอนเรื่องการทำธุรกิจและการตลาดโดยตรง ซึ่งปัจจุบัน T.Harv Eker เป็นกูรูที่มีชื่อเสียงมากในด้านนี้ ดิฉันกับเพื่อนคนไทยไปกันประมาณ 10 กว่าคน จากผู้เข้าร่วมสัมมนาเกือบ 2,000 คน เรียนกัน 5 วัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 22-23 น. ทุกวัน ค่าเล่าเรียนเกือบแสน!!! ถึงแม้จะแพง แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ!! (ดิฉันถือว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย)Harv พูดถึง “สามเหลี่ยมของความสำเร็จ“ ได้อย่างน่าทึ่งมาก!!
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น มีปัจจัย 3 อย่างที่ต้องแข็งแกร่ง
1. The Right “Knowledge”
ให้เราเลือกเรียนสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับงานของเราก่อน เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องการพัฒนาตัวเองให้มากๆ เลือกเรียนกับคนเก่งและคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น เพราะเราจะสามารถย่นย่อระยะเวลาแห่งความสำเร็จลงได้!! . . กรุณา”ลงทุน”ในตัวคุณเอง อ่านหนังสือ เข้าสัมมนา เติมอาหารให้สมองบ่อยๆ!!!
2. The Right “Vehicle”
เลือกยานพาหนะ หรือเลือกธุรกิจที่เราจะทำให้ถูก ลองคิดดูว่า ถ้าคุณต้องการเดินทางไปยังเชียงใหม่ คุณสามารถเดินทางไปโดยวิธีอะไรบ้าง? นั่งรถทัวร์ไป ขับรถไปเอง นั่งเครื่องบินไป เดินไป นั่งเรือไป ขี่มอร์เตอร์ไซด์ ปั่นจักรยาน ขี่ช้าง ฯลฯ มีหลากหลายวิธีใช่หรือไม่? ถ้าคุณเลือกพาหนะถูก คุณก็ถึงจุดหมายได้เร็ว แต่ถ้าเลือกผิด ก็คงใช้เวลานานมาก!
เช่นเดียวกันกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราเลือกธุรกิจถูก เราก็จะประสบความสำเร็จและมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว!!!
วิธีเลือกว่าเราควรจะทำธุรกิจหรือทำงานอะไร ให้ดูปัจจัย 3 อย่างนี้
1. ทำในสิ่งที่เรารัก เพราะเราจะทำมันด้วยใจ และด้วยไฟแห่งความกระตือรือร้น
2. ทำในสิ่งที่เราเก่งหรือมีความชำนาญ เพราะเราสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์จากการทำงานได้อย่างโดดเด่นและมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราไม่ชำนาญ ก็ยากมากที่เราจะสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม . . ลองเขียนหนังสือด้วยมือที่คุณไม่ถนัดดูซิ!!!
3. ทำในสิ่งที่อยู่ในความต้องการของคนส่วนใหญ่ ถ้าเราทำงานหรือทำธุรกิจที่เรารัก และเราก็มีความสามารถ แต่ . . ไม่มีใครต้องการใช้สินค้าหรือบริการของเรา แล้วเราจะขายใคร!?!
สิ่งที่จะทำให้คุณรวยคือ “คุณต้องเป็นนักแก้ปัญหา” พิจารณาดูว่าสินค้าหรือบริการของคุณช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง!! . . ยิ่งช่วยได้มากราย ยิ่งรวย!!!
4. The Right “YOU” สิ่งที่สำคัญที่สุดใน 3 ปัจจัยก็คือ “ตัวคุณเอง” . . คุณต้องเป็นมืออาชีพ หรือเป็น Expert ในสิ่งที่คุณทำ . . คุณถึงจะรวย !!! ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ อะไรคือจุดขายของคุณ คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? (UPS = Unique Selling Point)
คุณสามารถทำตลาดกลุ่มลูกค้าให้แคบลงได้ เพื่อที่คุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Niche Market เช่น ตลาดเด็ก ผู้หญิงท้อง คนชรา ฯ ให้เราเป็น “ปลาตัวใหญ่ในสระน้ำที่เล็กๆ” (Be a Big Fish in a Small Pond)!!! แค่ไอเดียนี้ ก็ทำให้คุณรวยได้แล้ว!!!
ดิฉันนำไอเดียนี้มาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง ก็เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างได้ในทันที!! ดิฉันสร้างความชัดเจนว่า ดิฉันโดดเด่นและแตกต่างจากวิทยากรหรืออาจารย์ท่านอื่นอย่างไร?
ดิฉันบอกได้เลยว่า มีวิทยากรที่เก่งๆในวิชาการต่างๆมากมาย แต่ถ้าต้องการผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปรับเปลี่ยนความคิดของผู้คน ต้องการนักโมติเวท นักปลุกพลังใจ นักกระตุ้นยอดขาย ต้องมาหา “โค้ช สิริลักษณ์ ตันศิริ”
ดิฉันมีความสามารถโดดเด่นมากในเรื่องของการ “ปลุกยักษ์” ปลุกพลังใจ ปลุกศักยภาพ ปลุกความฮึกเหิม ให้แก่พวกฝ่ายขาย ถ้าดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ที่ไหน ยอดขายที่นั่นจะขึ้นให้เห็นทันตา จนดิฉันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไวอากร้าของทีมขาย”
ตั้งแต่ดิฉันชัดเจนกับจุดขายที่แตกต่างนี้แล้ว มีองค์กรเยอะแยะมากมายที่เชิญดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ให้ทีมขายของเขา หรือแม้กระทั่งธนาคารยักษ์ใหญ่ ก็เชิญดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ให้ทีมสินเชื่อของเขาเช่นกัน และยอดขายก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์!!!
รีบสร้างตัวเองให้เป็น Expert และหาจุดขายที่โดดเด่น .. ความรวยรอคุณอยู่ค่ะ!!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 136 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2551
ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาชื่อ Guerilla Business Intensive สอนโดย T.Harv Eker ที่ประเทศสิงคโปร์ ได้ความรู้ดีๆเยอะแยะมากมาย!!!
หลักสูตรนี้สอนเรื่องการทำธุรกิจและการตลาดโดยตรง ซึ่งปัจจุบัน T.Harv Eker เป็นกูรูที่มีชื่อเสียงมากในด้านนี้ ดิฉันกับเพื่อนคนไทยไปกันประมาณ 10 กว่าคน จากผู้เข้าร่วมสัมมนาเกือบ 2,000 คน เรียนกัน 5 วัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 22-23 น. ทุกวัน ค่าเล่าเรียนเกือบแสน!!! ถึงแม้จะแพง แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ!! (ดิฉันถือว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย)Harv พูดถึง “สามเหลี่ยมของความสำเร็จ“ ได้อย่างน่าทึ่งมาก!!
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น มีปัจจัย 3 อย่างที่ต้องแข็งแกร่ง
1. The Right “Knowledge”
ให้เราเลือกเรียนสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับงานของเราก่อน เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องการพัฒนาตัวเองให้มากๆ เลือกเรียนกับคนเก่งและคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น เพราะเราจะสามารถย่นย่อระยะเวลาแห่งความสำเร็จลงได้!! . . กรุณา”ลงทุน”ในตัวคุณเอง อ่านหนังสือ เข้าสัมมนา เติมอาหารให้สมองบ่อยๆ!!!
2. The Right “Vehicle”
เลือกยานพาหนะ หรือเลือกธุรกิจที่เราจะทำให้ถูก ลองคิดดูว่า ถ้าคุณต้องการเดินทางไปยังเชียงใหม่ คุณสามารถเดินทางไปโดยวิธีอะไรบ้าง? นั่งรถทัวร์ไป ขับรถไปเอง นั่งเครื่องบินไป เดินไป นั่งเรือไป ขี่มอร์เตอร์ไซด์ ปั่นจักรยาน ขี่ช้าง ฯลฯ มีหลากหลายวิธีใช่หรือไม่? ถ้าคุณเลือกพาหนะถูก คุณก็ถึงจุดหมายได้เร็ว แต่ถ้าเลือกผิด ก็คงใช้เวลานานมาก!
เช่นเดียวกันกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราเลือกธุรกิจถูก เราก็จะประสบความสำเร็จและมั่งคั่งร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว!!!
วิธีเลือกว่าเราควรจะทำธุรกิจหรือทำงานอะไร ให้ดูปัจจัย 3 อย่างนี้
1. ทำในสิ่งที่เรารัก เพราะเราจะทำมันด้วยใจ และด้วยไฟแห่งความกระตือรือร้น
2. ทำในสิ่งที่เราเก่งหรือมีความชำนาญ เพราะเราสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์จากการทำงานได้อย่างโดดเด่นและมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราไม่ชำนาญ ก็ยากมากที่เราจะสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม . . ลองเขียนหนังสือด้วยมือที่คุณไม่ถนัดดูซิ!!!
3. ทำในสิ่งที่อยู่ในความต้องการของคนส่วนใหญ่ ถ้าเราทำงานหรือทำธุรกิจที่เรารัก และเราก็มีความสามารถ แต่ . . ไม่มีใครต้องการใช้สินค้าหรือบริการของเรา แล้วเราจะขายใคร!?!
สิ่งที่จะทำให้คุณรวยคือ “คุณต้องเป็นนักแก้ปัญหา” พิจารณาดูว่าสินค้าหรือบริการของคุณช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง!! . . ยิ่งช่วยได้มากราย ยิ่งรวย!!!
4. The Right “YOU” สิ่งที่สำคัญที่สุดใน 3 ปัจจัยก็คือ “ตัวคุณเอง” . . คุณต้องเป็นมืออาชีพ หรือเป็น Expert ในสิ่งที่คุณทำ . . คุณถึงจะรวย !!! ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ อะไรคือจุดขายของคุณ คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? (UPS = Unique Selling Point)
คุณสามารถทำตลาดกลุ่มลูกค้าให้แคบลงได้ เพื่อที่คุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Niche Market เช่น ตลาดเด็ก ผู้หญิงท้อง คนชรา ฯ ให้เราเป็น “ปลาตัวใหญ่ในสระน้ำที่เล็กๆ” (Be a Big Fish in a Small Pond)!!! แค่ไอเดียนี้ ก็ทำให้คุณรวยได้แล้ว!!!
ดิฉันนำไอเดียนี้มาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง ก็เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างได้ในทันที!! ดิฉันสร้างความชัดเจนว่า ดิฉันโดดเด่นและแตกต่างจากวิทยากรหรืออาจารย์ท่านอื่นอย่างไร?
ดิฉันบอกได้เลยว่า มีวิทยากรที่เก่งๆในวิชาการต่างๆมากมาย แต่ถ้าต้องการผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปรับเปลี่ยนความคิดของผู้คน ต้องการนักโมติเวท นักปลุกพลังใจ นักกระตุ้นยอดขาย ต้องมาหา “โค้ช สิริลักษณ์ ตันศิริ”
ดิฉันมีความสามารถโดดเด่นมากในเรื่องของการ “ปลุกยักษ์” ปลุกพลังใจ ปลุกศักยภาพ ปลุกความฮึกเหิม ให้แก่พวกฝ่ายขาย ถ้าดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ที่ไหน ยอดขายที่นั่นจะขึ้นให้เห็นทันตา จนดิฉันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไวอากร้าของทีมขาย”
ตั้งแต่ดิฉันชัดเจนกับจุดขายที่แตกต่างนี้แล้ว มีองค์กรเยอะแยะมากมายที่เชิญดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ให้ทีมขายของเขา หรือแม้กระทั่งธนาคารยักษ์ใหญ่ ก็เชิญดิฉันไป “ปลุกยักษ์” ให้ทีมสินเชื่อของเขาเช่นกัน และยอดขายก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์!!!
รีบสร้างตัวเองให้เป็น Expert และหาจุดขายที่โดดเด่น .. ความรวยรอคุณอยู่ค่ะ!!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 136 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2551
ฝึกตัวเองเพื่อความสำเร็จ (ฉบับที่ 133)
ฝึกตัวเองเพื่อความสำเร็จ (ฉบับที่ 133)
คนส่วนใหญ่ “รู้” ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่ได้“ทำ”ในสิ่งที่เขา“รู้” จึงเป็นเหตุให้เขายังไม่ประสบความสำเร็จ!!!
ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ เราจะต้อง “ฝึกตัวเอง” และในบางครั้งเราจะต้องฝึก “ฝืนใจของตัวเอง”
ไม่มีใครอยากให้ตัวเองเหนื่อย หรือเผชิญกับความยากลำบาก ความอึดอัดใจ ไม่มีใครอยากฟังเสียงปฏิเสธ หรืออยากให้ตัวเองพบกับความผิดหวัง เราอยากอยู่สบายๆ เราชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เราติดกับความเคยชินเดิมๆ หรือที่เรียกว่า ติดอยู่ใน Comfort Zone
ชีวิตเต็มไปด้วยบททดสอบ . .การที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับการว่ายทวนกระแสน้ำ
เราจะต้องฝึกเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะความอยากและความไม่อยากของตัวเอง เราจะต้องฝืนใจของตัวเองบ้างในบางครั้ง เราจะต้องมีความตั้งใจมั่น . .
อยากลดความอ้วน >> เราต้องอดใจ ฝืนตัวเองที่จะไม่กินของหวานหรือไอศรีม และกินพอประมาณเท่านั้น
อยากมีลูกค้าเยอะๆ >> เราต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ฝึกทักษะการพูดโน้มน้าวจูงใจ ฝึกให้ใจยอมรับความผิดหวังจากเสียงปฏิเสธของลูกค้า
อยากประสบความสำเร็จ >> เราต้องฝึกความขยัน อดทน เอาชนะความขี้เกียจ ความรักสบาย
อยากรวย >> ฝึกการเก็บหอมรอมริบ ประหยัด ใช้ชีวิตเรียบง่าย เอาชนะความอยากได้ของหรูๆ กินอาหารแพงๆ และความฟุ่มเฟือยต่างๆ
อยากมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น >> ฝึกเอาชนะความมีทิฐิมานะของตัวเอง พ่อแง่แม่งอน ฝืนใจตัวเองไม่ให้วอกแวกไปชอบคนอื่น ให้เวลาและให้ความรักอย่างเต็มที่กับคนในครอบครัว
อยากสุขภาพดี >> ฝึกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ทานผัก ผลไม้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฝืนใจตัวเองให้เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่
อยากอายุยืน >> ดูแลสุขภาพใจและกายของตัวเองให้ดี ฝึกปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เครียด หรือสิ่งที่ทำให้วิตกกังวล
วิธีการฝึกก็คือ เราจะต้อง “มีสติ” คอยตามดู ตามรู้ ตามสอนตัวเองอยู่ตลอดเวลา!!!
คนที่ใช้ชีวิตแบบ”ไม่มีสติ” ก็จะปล่อยให้ตัวเองทำตามอารมณ์ หรือความอยากที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าเราสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า เรามักจะทำอะไรแบบอัตโนมัติ ตามความเคยชินเดิมๆ เช่น มีคนขับรถปาดหน้าเรา เราก็จะด่าเขาออกไปเลย แบบอัตนิมัติ!!
ถ้าคุณเคยฝึก“สติ” คือฝึกในการตามดูอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง คุณจะเห็นเลยว่า บางครั้งเราไม่สามารถควบคุมความคิดของเราได้ เช่น เราไม่อยากคิดถึงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพราะมันทำให้เราเครียดและวิตกกังวล แต่เราก็ไม่สามารถหยุดความคิดนั้นได้ หรือ เราไม่อยากคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ แต่เราก็ยังคิดถึงคนๆนั้นอยู่ ใช่หรือไม่?
ถ้าเรา “มีสติ” ในการกิน เวลาที่เราจะกินของที่ไม่มีประโยชน์หรือของที่ทำให้อ้วน มันก็จะมีเสียงเล็กๆในหัวมาเตือนให้เราคิดว่า “ถ้ากินแล้วอ้วนนะ เธอจะกินหรือเปล่า?” เราจะได้พิจารณาว่า ถ้าอยากกินและ “เลือก” ที่จะกิน เราก็ต้อง “รับผิดชอบ” ต่อการเลือก และผลของการเลือกหรือผลของกระทำของเราเอง ถ้าเราอ้วน ก็ไม่ต้องบ่น เพราะเราเลือกเอง!!!
การทำงานก็เหมือนกัน เวลาที่เราออกไปขายของหรือออกไปพบลูกค้า ถ้าลูกค้าปฏิเสธ ยังไม่ซื้อของจากเรา เราก็อาจจะหงุดหงิด เสียใจ ผิดหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ หรือเลิกทำงานนั้นไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเรา ”มีสติ” เราก็จะเห็นตัวเองหมดแรง แล้วก็อาจจะมีความคิดแบบใหม่ว่า “มันเป็นธรรมดาที่มีคนซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง” หรือ “อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักคนเพิ่ม” หรือ “ได้ฝึกพูด” ซึ่งมันจะทำให้เรากลับมามีพลังใหม่!!
เวลาที่เรา”มีสติ” ตัว”ปัญญา”ก็จะเริ่มเกิด เขาถึงเรียกว่า “สติปัญญา” !!!
“การฝึกสติ” มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล!! .. เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราจะแยกแยะสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น เราจะปล่อยอารมณ์ด้านลบทิ้งได้เร็วขึ้น!! นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการทำงานจะสูงขึ้น และเราจะมีความสุข ความสงบในจิตใจมากขึ้น!!!
ดิฉันเห็นคนที่อยากประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเยอะแยะมากมาย . .
ดิฉันอยากบอกว่า เราสามารถประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วได้ ถ้าเราเก่ง 2 เรื่อง คือ
1.เก่งเรื่องตัวเอง (Personal Mastery)
2.เก่งเรื่องคนอื่น (People Mastery)
สัมมนา ”ปลุกยักษ์” ที่ดิฉันสอนนั้น เป็นการสอนให้เราเก่งเรื่องตัวเอง ส่วนสัมมนา ”จ้าวแห่งการสื่อสาร” เป็นการสอนให้เราเก่งเรื่องคนอื่น!!
ดิฉันเสียดายเวลาที่เห็นคนมีฝัน มีไฟ อยากประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่มีทักษะในเรื่องของการสื่อสารโน้มน้าวจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลงานออกมาน้อยกว่าที่เขาควรจะทำได้!! นักขายพยายามเสนอขาย แต่ปิดการขายได้น้อยเกินไป!! ผู้บริหารหรือผู้นำบางคนมีความคิดอ่านและมีเจตนาที่ดี แต่สื่อสารไม่เป็น ทำให้ลูกน้องหรือทีมงานไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 133 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2551
คนส่วนใหญ่ “รู้” ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่ได้“ทำ”ในสิ่งที่เขา“รู้” จึงเป็นเหตุให้เขายังไม่ประสบความสำเร็จ!!!
ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ เราจะต้อง “ฝึกตัวเอง” และในบางครั้งเราจะต้องฝึก “ฝืนใจของตัวเอง”
ไม่มีใครอยากให้ตัวเองเหนื่อย หรือเผชิญกับความยากลำบาก ความอึดอัดใจ ไม่มีใครอยากฟังเสียงปฏิเสธ หรืออยากให้ตัวเองพบกับความผิดหวัง เราอยากอยู่สบายๆ เราชอบทำอะไรตามใจตัวเอง เราติดกับความเคยชินเดิมๆ หรือที่เรียกว่า ติดอยู่ใน Comfort Zone
ชีวิตเต็มไปด้วยบททดสอบ . .การที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับการว่ายทวนกระแสน้ำ
เราจะต้องฝึกเอาชนะใจตัวเอง เอาชนะความอยากและความไม่อยากของตัวเอง เราจะต้องฝืนใจของตัวเองบ้างในบางครั้ง เราจะต้องมีความตั้งใจมั่น . .
อยากลดความอ้วน >> เราต้องอดใจ ฝืนตัวเองที่จะไม่กินของหวานหรือไอศรีม และกินพอประมาณเท่านั้น
อยากมีลูกค้าเยอะๆ >> เราต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ฝึกทักษะการพูดโน้มน้าวจูงใจ ฝึกให้ใจยอมรับความผิดหวังจากเสียงปฏิเสธของลูกค้า
อยากประสบความสำเร็จ >> เราต้องฝึกความขยัน อดทน เอาชนะความขี้เกียจ ความรักสบาย
อยากรวย >> ฝึกการเก็บหอมรอมริบ ประหยัด ใช้ชีวิตเรียบง่าย เอาชนะความอยากได้ของหรูๆ กินอาหารแพงๆ และความฟุ่มเฟือยต่างๆ
อยากมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น >> ฝึกเอาชนะความมีทิฐิมานะของตัวเอง พ่อแง่แม่งอน ฝืนใจตัวเองไม่ให้วอกแวกไปชอบคนอื่น ให้เวลาและให้ความรักอย่างเต็มที่กับคนในครอบครัว
อยากสุขภาพดี >> ฝึกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ทานผัก ผลไม้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฝืนใจตัวเองให้เลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่
อยากอายุยืน >> ดูแลสุขภาพใจและกายของตัวเองให้ดี ฝึกปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เครียด หรือสิ่งที่ทำให้วิตกกังวล
วิธีการฝึกก็คือ เราจะต้อง “มีสติ” คอยตามดู ตามรู้ ตามสอนตัวเองอยู่ตลอดเวลา!!!
คนที่ใช้ชีวิตแบบ”ไม่มีสติ” ก็จะปล่อยให้ตัวเองทำตามอารมณ์ หรือความอยากที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าเราสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า เรามักจะทำอะไรแบบอัตโนมัติ ตามความเคยชินเดิมๆ เช่น มีคนขับรถปาดหน้าเรา เราก็จะด่าเขาออกไปเลย แบบอัตนิมัติ!!
ถ้าคุณเคยฝึก“สติ” คือฝึกในการตามดูอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง คุณจะเห็นเลยว่า บางครั้งเราไม่สามารถควบคุมความคิดของเราได้ เช่น เราไม่อยากคิดถึงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพราะมันทำให้เราเครียดและวิตกกังวล แต่เราก็ไม่สามารถหยุดความคิดนั้นได้ หรือ เราไม่อยากคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ แต่เราก็ยังคิดถึงคนๆนั้นอยู่ ใช่หรือไม่?
ถ้าเรา “มีสติ” ในการกิน เวลาที่เราจะกินของที่ไม่มีประโยชน์หรือของที่ทำให้อ้วน มันก็จะมีเสียงเล็กๆในหัวมาเตือนให้เราคิดว่า “ถ้ากินแล้วอ้วนนะ เธอจะกินหรือเปล่า?” เราจะได้พิจารณาว่า ถ้าอยากกินและ “เลือก” ที่จะกิน เราก็ต้อง “รับผิดชอบ” ต่อการเลือก และผลของการเลือกหรือผลของกระทำของเราเอง ถ้าเราอ้วน ก็ไม่ต้องบ่น เพราะเราเลือกเอง!!!
การทำงานก็เหมือนกัน เวลาที่เราออกไปขายของหรือออกไปพบลูกค้า ถ้าลูกค้าปฏิเสธ ยังไม่ซื้อของจากเรา เราก็อาจจะหงุดหงิด เสียใจ ผิดหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ หรือเลิกทำงานนั้นไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเรา ”มีสติ” เราก็จะเห็นตัวเองหมดแรง แล้วก็อาจจะมีความคิดแบบใหม่ว่า “มันเป็นธรรมดาที่มีคนซื้อบ้าง ไม่ซื้อบ้าง” หรือ “อย่างน้อยเราก็ได้รู้จักคนเพิ่ม” หรือ “ได้ฝึกพูด” ซึ่งมันจะทำให้เรากลับมามีพลังใหม่!!
เวลาที่เรา”มีสติ” ตัว”ปัญญา”ก็จะเริ่มเกิด เขาถึงเรียกว่า “สติปัญญา” !!!
“การฝึกสติ” มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล!! .. เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราจะแยกแยะสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น เราจะปล่อยอารมณ์ด้านลบทิ้งได้เร็วขึ้น!! นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการทำงานจะสูงขึ้น และเราจะมีความสุข ความสงบในจิตใจมากขึ้น!!!
ดิฉันเห็นคนที่อยากประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเยอะแยะมากมาย . .
ดิฉันอยากบอกว่า เราสามารถประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วได้ ถ้าเราเก่ง 2 เรื่อง คือ
1.เก่งเรื่องตัวเอง (Personal Mastery)
2.เก่งเรื่องคนอื่น (People Mastery)
สัมมนา ”ปลุกยักษ์” ที่ดิฉันสอนนั้น เป็นการสอนให้เราเก่งเรื่องตัวเอง ส่วนสัมมนา ”จ้าวแห่งการสื่อสาร” เป็นการสอนให้เราเก่งเรื่องคนอื่น!!
ดิฉันเสียดายเวลาที่เห็นคนมีฝัน มีไฟ อยากประสบความสำเร็จ แต่เขาไม่มีทักษะในเรื่องของการสื่อสารโน้มน้าวจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลงานออกมาน้อยกว่าที่เขาควรจะทำได้!! นักขายพยายามเสนอขาย แต่ปิดการขายได้น้อยเกินไป!! ผู้บริหารหรือผู้นำบางคนมีความคิดอ่านและมีเจตนาที่ดี แต่สื่อสารไม่เป็น ทำให้ลูกน้องหรือทีมงานไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่!!
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 6 ฉบับที่ 133 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)